วันที่ 16 สิงหาคม 2026

ย้ำ! รัฐบาลเดินหน้า UNCLOS เพื่อกำหนดเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน ไม่ใช่การเจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

ย้ำ! รัฐบาลเดินหน้า UNCLOS เพื่อกำหนดเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน ไม่ใช่การเจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน ประชาชนมั่นใจได้ ไทยยึดผลประโยชน์ชาติ

วันนี้ (7 มิถุนายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีความกังวลเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ในประเด็นพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น รัฐบาลขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่า กระบวนการดังกล่าวเป็นเรื่องของการหารือและพิจารณาแนวเขตทางทะเลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ มิใช่การเจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่ร่วมกันหรือแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากร

ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้อธิบายต่อสาธารณชนและทูตกว่า 70 ประเทศ อย่างชัดเจนว่า การเข้าสู่กระบวนการตาม UNCLOS เป็นกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อหาทางออกในประเด็นการกำหนดเขตแดนทางทะเลที่ยังมีความเห็นแตกต่างกัน โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งเขตพัฒนาร่วม หรือการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว

รัฐบาลไทยมีจุดยืนชัดเจนว่า การกำหนดเขตแดนทางทะเลให้มีความชัดเจนและเป็นที่ยอมรับตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ต้องดำเนินการก่อนเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมด เพื่อรักษาสิทธิ อธิปไตย และผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว

ทั้งนี้ การที่ไทยเข้าร่วมกระบวนการตาม UNCLOS ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยยอมรับข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย หรือยอมรับแนวทางใดล่วงหน้า แต่เป็นการใช้กลไกสากลที่ทั้งสองประเทศเป็นภาคีร่วมกัน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใส อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และหลักกฎหมาย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่านายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความรอบคอบ โดยประสานการทำงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการต่างประเทศ หน่วยงานด้านความมั่นคง และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างเต็มที่

“ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลจะไม่ดำเนินการใด ๆ ที่กระทบต่ออธิปไตยของชาติ กระบวนการ UNCLOS จะต้องมีเป้าหมายเพื่อสร้างความชัดเจนเรื่องเขตแดนทางทะเลตามหลักสากลก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่การพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน และไม่ใช่การยกผลประโยชน์ของชาติให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” นางสาวรัชดา กล่าว

ข่าวดี “อิมครานิบ 100” ยามะเร็งพระราชทาน ล็อตแรกส่งมอบองค์การเภสัชกรรมแล้ว

ข่าวดี “อิมครานิบ 100” ยามะเร็งพระราชทาน ล็อตแรกส่งมอบองค์การเภสัชกรรมแล้ว เตรียมกระจายให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ ช่วยผู้ป่วยบัตรทองให้เข้าถึงยารักษาโรคอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

วันนี้ (4 มิ.ย.69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้พระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด “อิมครานิบ 100 (Imcranib 100)” จำนวน 690,000 เม็ด เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ภายใต้ “โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ 69 พรรษา” ให้แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2569 โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ดำเนินการผลิตและส่งมอบยารุ่นแรกของ สปสช. เข้าสู่ศูนย์กระจายยาขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายยาหลักของ สปสช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคลังสินค้าและการจัดส่งทั้งหมดดำเนินการภายใต้มาตรฐาน GDP (Good Distribution Practice) หรือมาตรฐานหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการกระจายยาอย่างเคร่งครัด เพื่อคงคุณภาพและความปลอดภัยของตัวยาไว้สูงสุดจนถึงมือผู้ป่วย ทั้งนี้ ในลำดับต่อไป องค์การเภสัชกรรม (อภ.) จะรับช่วงต่อในการเป็นผู้ดำเนินการกระจายยา “อิมครานิบ 100” ไปยังหน่วยบริการสุขภาพและโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศตามแผนการกระจายยาของ สปสช. เพื่อให้ผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถเข้าถึงยารักษาโรคที่ทันสมัยได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

สำหรับยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด “อิมครานิบ 100” เป็นยารักษาแบบมุ่งเป้าที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosine kinase ซึ่งสามารถยับยั้งการเติบโตและการกระจายของเซลล์มะเร็ง ทำให้ควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีอาการข้างเคียงต่ำเมื่อเทียบกับการทำเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม โดยสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลายประเภท อาทิ  โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีเอ็มแอล (CML) มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดฟิลาเดลเฟียบวก (Ph+ ALL) มะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (GIST) และมะเร็งผิวหนังชนิดหายาก (DFSP) การส่งมอบยารุ่นแรกในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยตามพระปณิธานอันแน่วแน่ ในการขจัดอุปสรรคทางด้านเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และหยิบยื่นโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยแก่พสกนิกรชาวไทยอย่างเท่าเทียม

รัฐบาลยืนยัน ไม่มีผู้ป่วยอีโบลา Ebola เข้าไทย ขอ ปชช. อย่าสับสน กังวลกับข่าวปลอม

30 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลยืนยัน ไม่มีผู้ป่วยอีโบลา Ebola เข้าไทย เผยมีผู้เดินทางจาก “ดีอาร์คองโก” 1 ราย เข้าระบบกับตัวตามปกติไม่มีประวัติสัมผัสโรค ล่าสุดจองตั๋วกลับประเทศต้นทางแล้ว ขอ ปชช. อย่าสับสน กังวลกับข่าวปลอม

วันนี้ (30 พ.ค. 69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  จากตรวจสอบข้อมูลของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน พบว่า ข่าวปลอมที่มีการส่งต่อมากที่สุด เป็นอับดับ 1 คือ  เรื่อง “ไวรัสอีโบลาเข้าไทยแล้ว”

รัฐบาลขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง แต่ข้อเท็จจริงคือ เป็นเคสที่เข้ามาตามปกติ โดยในวันนี้ (28 พ.ค.) มีผู้เดินทางมาจากเขตติดโรค เป็น ผู้หญิงชาวดีอาร์คองโก พอเดินทางมาถึง กรมควบคุมโรค ได้ดำเนินการพาไปกักตัวที่สถาบันบำราศนราดูร ตามมาตรฐานการควบคุมโรค ทั้งนี้ จากการซักประวัติพบว่าไม่มีประวัติสัมผัสโรค และได้มีการจองตั๋วกลับประเทศต้นทางแล้ว ขอประชาชนอย่าสับสน วิตกกังวลกับข่าวปลอม

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาลสั่งการกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการเฝ้าระวังในกลุ่มผู้เดินทางที่มาจากเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ได้แก่ ประเทศ DR Congo และ Uganda ซึ่งจากการเฝ้าระวังผู้เดินทางฯ ที่เข้ามาในประเทศระหว่างวันที่ 21-25 พ.ค. 69 จำนวน 53 ราย ไม่พบผู้ป่วยที่ต้องเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค

Advertisement

“ศุภมาส” ลุยเอง ลงพื้นที่รามคำแหง “ห้องเช่า-อะพาร์ตเมนต์” เอาเปรียบผู้บริโภค-นักศึกษา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 พฤษภาคม 2569 “ศุภมาส” ลุยเอง ลงพื้นที่รามคำแหง จับตา “ห้องเช่า-อะพาร์ตเมนต์” เอาเปรียบผู้บริโภค “ริบเงินประกัน-โขกค่าน้ำค่าไฟ-สัญญาเอาเปรียบ” จี้ สคบ. เร่งช่วย 1,655 เคส ลุยคุมสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ

วันนี้ (28 พฤษภาคม 2569) เวลา 13.30 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าที่อยู่อาศัย บริเวณรามคำแหง 53 เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตวังทองหลาง สถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง และสภาองค์กรของผู้บริโภคในฐานะตัวแทนภาคประชาชน ร่วมลงพื้นที่ครั้งนี้ด้วย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือ ทำงานเชิงรุกในการดูแลปากท้องและความเป็นธรรมให้ประชาชน

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ที่อยู่อาศัยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ประชาชนต้องแบกรับทุกเดือน โดยเฉพาะในกลุ่มของคนทำงาน นักศึกษา และผู้มีรายได้น้อย ที่มีความจำเป็นต้องเช่าห้องพักอาศัย จากสถิติการรับเรื่องร้องทุกข์ของ สคบ. ตั้งแต่ปี 2568 ถึงปัจจุบัน พบว่าประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับการเช่าที่อยู่อาศัย รวม 1,655 เรื่อง ปัญหาที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด คือ การริบเงินประกันโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งมักเกิดจากผู้ให้เช่าไม่ชี้แจงความเสียหายที่แท้จริง หรือหักเงินไม่เป็นไปตามสัดส่วนความเสียหายและไม่มีหลักฐานรองรับ รองลงมา  คือ การเรียกเก็บค่าน้ำ-ค่าไฟเกินจริง ไม่เป็นไปตามอัตราที่หน่วยงานรัฐเรียกเก็บจากผู้ให้เช่า ซึ่งเป็นภาระที่ไม่เป็นธรรมกับผู้เช่า

นางสาวศุภมาส กล่าวต่อว่า ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจคิดค่าไฟฟ้าและน้ำประปาเกินกว่าอัตราที่หน่วยงานรัฐเรียกเก็บ โดยหลักพื้นฐานที่ผู้เช่าต้องได้รู้ 3 เรื่อง คือ 1) ค่าน้ำ-ค่าไฟต้องเก็บตามจริงตามอัตราของการไฟฟ้าและการประปา ห้ามบวกกำไรส่วนต่าง 2) เมื่อย้ายออกต้องได้เงินประกันคืน กรณีห้องไม่เสียหายต้องคืนภายใน 7 วัน กรณีมีความเสียหายจากการใช้งานจริงของผู้เช่าให้หักได้เฉพาะส่วนนั้นและคืนภายใน 14 วัน ส่วนการเสื่อมสภาพตามการใช้งานปกติหักไม่ได้ และ 3) เงินประกันรวมกับค่าเช่าล่วงหน้าต้องไม่เกิน 3 เดือนของค่าเช่ารายเดือน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในฐานะผู้ให้เช่าต้องใช้สัญญาตามแบบสัญญามาตรฐานที่ สคบ. กำหนด ซึ่งเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายและดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี

“การใช้สัญญาที่เอาเปรียบผู้เช่า หรือไม่ทำสัญญาให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นความผิดที่มีโทษทั้งจำและปรับ ไม่ใช่เรื่องเล็ก ดิฉันได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ สคบ. เดินหน้าลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง หากพบผู้ประกอบการรายใดฝ่าฝืน สคบ. จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกัน สคบ. พร้อมให้คำแนะนำผู้ประกอบการในการปรับสัญญาให้ถูกต้อง เพราะเป้าหมายคือความเป็นธรรมของผู้เช่าควบคู่กับการให้ผู้ประกอบการทำสัญญาได้อย่างถูกกฎหมาย ผู้ประกอบการที่ปรับตัวเร็วคือผู้ที่จะได้ความเชื่อมั่นจากผู้เช่า” นางสาวศุภมาส กล่าว

นางสาวศุภมาส กล่าวฝากถึงผู้เช่าทุกท่านว่า ก่อนตกลงเช่า ขอดูสัญญาและวิธีคิดค่าน้ำ-ค่าไฟให้ชัดเจน และเก็บสัญญา บิล รวมถึงใบเสร็จไว้ให้ครบ เผื่อเกิดปัญหาจะใช้เป็นหลักฐานในการร้องเรียนได้ หากถูกเอาเปรียบจากการเช่าอะพาร์ตเมนต์หรือห้องเช่า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด

“ดิฉันขอยืนยันว่าความเป็นธรรมต้องไปถึงผู้เช่าทุกคน โดยเฉพาะนักศึกษาและผู้มีรายได้น้อยที่เช่าห้องเล็ก ๆ คนกลุ่มนี้ต้องได้ค่าน้ำ-ค่าไฟตามจริงและได้เงินประกันคืนครบ ดิฉันจะไม่ยอมให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ และ สคบ. จะเดินหน้าตรวจต่อจนกว่าผู้เช่าทั่วประเทศจะได้รับความเป็นธรรมเท่ากันทุกคน” นางสาวศุภมาส กล่าวทิ้งท้าย

ก่อนเดินทางกลับ นายศิริมงคล อินทร์แก้ว นายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้นำหนังสือขอบคุณรัฐบาลที่มีการดูแล เรื่องการทำสัญญาเช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาและบุคคลทั่วไป รวมถึงเป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับส่วนรวม เป็นแบบอย่างให้กับผู้ประกอบการที่พักอาศัยแหล่งอื่นต่อไป

Advertisement

เริ่มวันนี้ 16 พ.ค. กยศ.เปิดระบบ ให้ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมปีการศึกษา 2569 ผ่านระบบ Pre-Approve

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 พฤษภาคม 2569 เริ่มวันนี้ 16 พ.ค. กยศ.เปิดระบบ ให้ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมปีการศึกษา 2569 ผ่านระบบ Pre-Approve

วันนี้ (16 พฤษภาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อพัฒนาคนและพัฒนาชาติ โดยให้ความสำคัญกับการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างทั่วถึง ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดระบบ Pre-Approve เพื่อคัดกรองนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ ที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเคยได้รับทุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หรือผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์มีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี และศึกษาในสาขาวิชาที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ หรือสาขาวิชาที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการดูแลผู้ขาดโอกาสได้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาที่ประสงค์จะขอกู้ยืมสามารถเข้าระบบ Pre-Approve ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม – 13 มิถุนายน 2569 ส่วนระดับอุดมศึกษาสามารถเข้าระบบ Pre-Approve ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 – 13 กรกฎาคม 2569  ทางเว็บไซต์ www.studentloan.or.th หากผ่านคุณสมบัติและ กยศ. อนุมัติให้กู้ยืมแล้ว  ให้ยื่นคำขอกู้ยืมในระบบ DSL ต่อไป สำหรับผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเลื่อนชั้นปีในสถานศึกษาเดิม สามารถยืนยัน แบบเบิกเงินกู้ยืมในระบบ DSL ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม – 31 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

“ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ จะต้องเป็นนักเรียน นักศึกษาที่ไม่เคยกู้ยืมเงินกองทุนมาก่อน หรือเคยกู้ยืมเงินมาก่อนและเปลี่ยนระดับการศึกษา รวมถึงผู้ที่เคยกู้ยืมเงินมาก่อนและเปลี่ยนสถานศึกษา โดยเตรียมความพร้อมในการเข้าระบบ Pre-Approve  ทั้งนี้ หลังจากที่นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ดำเนินการในระบบ Pre-Approve แล้ว เมื่อผ่านการอนุมัติให้กู้ยืมให้เข้าระบบ DSL เพื่อดำเนินการยื่นแบบคำขอกู้ยืมต่อไป กยศ. ขอให้นักเรียน นักศึกษาที่ประสงค์ขอกู้ยืมเงิน เตรียมความพร้อมและเอกสารให้ครบถ้วนตามกำหนดเวลา โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ https://www.studentloan.or.th/th/news/1767767963” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

“ศุภมาส” ลุยตรวจโชว์รูมรถ EV บังคับติดฉลากระบุ “มาตรฐานทดสอบระยะทางวิ่ง” ให้ชัด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 พฤษภาคม 2569 “ศุภมาส” ลุยตรวจโชว์รูมรถ EV บังคับติดฉลาก ระบุ “มาตรฐานทดสอบระยะทางวิ่ง” ให้ชัด ฝ่าฝืนคุก 6 เดือน ปรับ 1 แสน

วันนี้ (12 พฤษภาคม 2569) เวลา 13.30 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นำคณะร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบการแสดงฉลากรถยนต์ไฟฟ้า ที่โชว์รูม BYD Hi-Class สาขาลาดพร้าว ต่อด้วยโชว์รูม OMODA & JAECOO สาขาลาดพร้าว โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และผู้แทนสภาองค์กรของผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน ร่วมลงพื้นที่ เพื่อกำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยฉลากสินค้าอย่างเคร่งครัด สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคที่กำลังตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้เป็นการเดินหน้าต่อเนื่องทันทีภายหลังจากการประชุมเมื่อวานนี้ (11 พฤษภาคม 2569) ที่ตนได้เชิญผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้าและสภาองค์กรของผู้บริโภคเข้าหารือร่วมกัน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหา 3 หลักที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค คือ “ชำรุด-ลอยแพ-ราคาดิ่ง” จากสถิติการร้องทุกข์รวมกว่า 1,348 ราย ตนจึงลงพื้นที่ตรวจสอบ “ฉลากรถยนต์ไฟฟ้า” ด้วยตนเองทันที เพราะ “ฉลาก” คือเครื่องมือแรกและสำคัญที่สุดที่ผู้บริโภคใช้ตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าไทย เพื่อให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างมีมาตรฐาน มีความรับผิดชอบ และเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

“ดิฉันได้กำชับให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 3 ประการสำคัญ ประการแรก รถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุมฉลาก ผู้ประกอบการต้องแสดงข้อความฉลากให้เห็นและอ่านชัดเจนที่ตัวรถ ครบทุกรายการ ทั้งชื่อสินค้า รุ่น เครื่องหมายการค้า ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า รายละเอียดทางเทคนิค ข้อมูลแบตเตอรี่ สมรรถนะ ระยะทางการใช้งาน วิธีใช้ ข้อแนะนำ คำเตือนด้านความปลอดภัย รวมถึงราคาและเงื่อนไขการรับประกัน ประการที่สอง เรื่องการโฆษณา โดยเฉพาะ ‘ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้ง’ ที่เป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจซื้อ ผู้ขายต้องระบุให้ชัดว่าอ้างอิงมาตรฐานใดในการทดสอบ ทั้ง EPA WLTP NEDC หรือ CLTC พร้อมเงื่อนไขการทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นความเร็วเฉลี่ย อุณหภูมิ สภาพเส้นทาง รูปแบบการขับขี่ รวมถึงการโฆษณาของแถม สิทธิประโยชน์ การรับประกันแบตเตอรี่ ต้องระบุหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข วันเริ่มต้นและสิ้นสุดให้ชัดเจน และ ประการที่สาม ธุรกิจขายรถยนต์ใหม่เป็นธุรกิจควบคุมสัญญา ผู้ประกอบการต้องใช้แบบสัญญาจองรถยนต์ตามมาตรฐานที่ สคบ. กำหนด ระบุประเภท ชนิด ยี่ห้อ รุ่น ปีการผลิต ราคา วันส่งมอบ และสิทธิในการบอกเลิกสัญญาให้ครบถ้วน ซึ่งจากการลงพื้นที่วันนี้ เบื้องต้นพบว่าผู้ประกอบการให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎหมายเป็นอย่างดี” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ รถยนต์ไฟฟ้าถือเป็น “สินค้าควบคุมฉลาก” ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ให้รถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 และบังคับใช้ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องแสดง “ฉลาก” ที่มีข้อความถูกต้อง ครบถ้วน เห็นและอ่านได้ชัดเจนที่ตัวรถ หากผู้ประกอบธุรกิจฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

“ดิฉันขอฝากถึงผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้าทุกรายว่า ฉลากสินค้าไม่ใช่เพียงป้ายติดรถ แต่คือคำสัญญาที่ท่านให้ไว้กับผู้บริโภค ขอให้แสดงข้อมูลในฉลากครบถ้วน เที่ยงตรง ไม่เกินจริง โดยเฉพาะระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ ขอให้ระบุมาตรฐานการทดสอบให้ชัดเจน อย่าให้ผู้บริโภคต้องผิดหวังเมื่อนำไปใช้งานจริง สำหรับพี่น้องประชาชนที่กำลังตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ขอให้ใช้ฉลากเป็นเครื่องมือตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อทุกครั้ง อ่านฉลากให้ครบทุกรายการ สอบถามมาตรฐานการทดสอบระยะทางวิ่ง อ่านสัญญาจองให้ละเอียด พร้อมเก็บใบเสร็จ ใบจอง โบรชัวร์ และเอกสารโฆษณาทุกชิ้นไว้เป็นหลักฐาน หากพบว่าฉลากไม่ครบ ข้อมูลไม่ตรงตามจริง หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ ร้องเรียนมาที่ สคบ. ได้ทันที ดิฉันพร้อมรับฟังและยืนเคียงข้างผู้บริโภคทุกท่าน” นางสาวศุภมาส กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้าหรือสินค้าและบริการอื่น สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 ระบบร้องทุกข์ผู้บริโภค OCPB Complaint แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” สำหรับในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นสามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด

Advertisement

“ศุภมาส” สั่งสแกนปลากระป๋องทั่วประเทศ หลังผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม พบเพิ่ม “โรงงานปลากระป๋องไม่ตรงปก”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 พฤษภาคม 2569 ไม่จบแค่ที่เดียว! “ศุภมาส” สั่งสแกนปลากระป๋องทั่วประเทศ หลังผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม พบเพิ่ม “โรงงานปลากระป๋องไม่ตรงปก”

วันนี้ (8 พฤษภาคม 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง กรณีปลากระป๋องไม่ตรงตามฉลาก ซึ่งพบว่าภายหลังจากการลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง และมีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เพิ่มเติม เริ่มพบโรงงานที่เข้าข่ายเดียวกันปรากฏออกมา คือ ใช้วัตถุดิบปลาไม่ตรงตามฉลากมาผลิตปลากระป๋อง ไม่ได้มีเพียงแค่ บริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัด ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร สั่งหยุดประกอบกิจการชั่วคราว

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ตั้งแต่พบเคสแรกที่จังหวัดสมุทรสาคร ตนได้กำชับให้ 3 หน่วยงานหลักลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋องและอาหารกระป๋องทั่วประเทศ ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัด (สคบ.จังหวัด) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อตรวจสอบมาตรฐาน GMP ฉลากสินค้า และวัตถุดิบที่ใช้ผลิต โดยไม่รอให้มีเรื่องร้องเรียนเพิ่ม

“ดิฉันไม่เคยมองว่าเรื่องนี้เป็นเพียงความผิดพลาดของโรงงานเดียว และได้สั่งตรวจเข้มทั่วประเทศไปก่อนหน้านี้แล้ว ทุกเบาะแสที่ประชาชนช่วยกันส่งเข้ามา รัฐบาลพร้อมขยายผลโดยไม่มีข้อยกเว้น” นางสาวศุภมาส กล่าว

สำหรับเคสที่จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ประสานผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด อย. กรมประมง และ สคบ. เข้าตรวจสอบโรงงานต้นทางทันที หากพบการใช้ปลาชนิดอื่นแทนชนิดที่ระบุบนฉลาก จะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ฐานผลิตอาหารปลอม โทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 บาท พร้อมอายัดสินค้าและสั่งหยุดกิจการชั่วคราว

นางสาวศุภมาส ย้ำว่า การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแล สคบ. พร้อมทำงานร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำกับกรมประมง เพื่อพิสูจน์สายพันธุ์ปลาในทุกตัวอย่างที่ตรวจพบ และเดินหน้าเอาผิดผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด

ประชาชนที่พบผลิตภัณฑ์ไม่ตรงฉลากหรือสงสัยว่าได้รับความเสียหาย ร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 สายด่วน อย. 1556 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด

Advertisement

สั่งปิดโรงงานปลากระป๋องไม่ตรงปกเป็นการชั่วคราวแล้ว “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ทุกจังหวัด ตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 พฤษภาคม 2569 “ศุภมาส” จี้ติดเคสปลากระป๋อง ล่าสุดผู้ว่าฯสมุทรสาคร สั่งหยุดกิจการชั่วคราว จนกว่าจะปรับปรุงมาตรฐานโรงงาน กำชับฉลาก-สินค้า ต้องตรงปก เพื่อความเป็นธรรมของผู้บริโภค

วันนี้ (7 พฤษภาคม 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีปลากระป๋องไม่ตรงปก ภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน บริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัด ตำบลกาหลง อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานในจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ล่าสุดได้รับรายงานจาก นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร แจ้งว่า จากการตรวจสอบของอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า โรงงานดังกล่าวมีระบบการบำบัดน้ำเสียไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จึงได้สั่งให้บริษัทหยุดประกอบกิจการชั่วคราวแล้ว เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขสถานที่ผลิตให้ผ่านหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP)

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีความผิดในกรณีใช้ปลาชนิดอื่นแทนหลาแมคเคอเรลตามที่แสดงบนฉลาก ที่เข้าข่ายการผลิตอาหารปลอม ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 บาท รวมถึงการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้า มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถปรับปรุงสถานที่และกระบวนการผลิตให้ถูกต้อง เป็นไปตามมาตรฐาน จะมีการตรวจสอบอีกครั้งจนกว่าจะผ่านเกณฑ์เชิงคุณภาพ จึงจะสามารถกลับมาให้บริการได้อีกครั้ง

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ท่านได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด  ซึ่งการดำเนินการของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครในครั้งนี้ สะท้อนถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในการคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค และส่งสัญญาณชัดเจนถึงผู้ประกอบการรายอื่นว่า รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภคโดยเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมุ่งคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่ไปกับการให้โอกาสผู้ประกอบการในการแก้ไขปรับปรุง ดิฉันได้สั่งการให้ สคบ. ทุกจังหวัด ตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีก” นางสาวศุภมาสกล่าว

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ส่วนการร้องเรียนเรื่องอาหารและยา แจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556

Advertisement

อย่าเชื่อข่าวบิดเบือน! “ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 3,000 บาท” เป็นข่าวปลอม

3 พฤษภาคม 2569 อย่าเชื่อข่าวบิดเบือน! ข้อความที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย กรณี “ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 3,000 บาท” เป็นข่าวปลอม

เพจไทยคู่ฟ้า ยืนยันชัด นายกฯ อนุทิน ไม่เคยกล่าวว่า “การที่จะให้งบเบี้ยคนชราจาก 600 เป็น 3,000 ไม่มีประโยชน์…” ตามที่มีการแชร์กันในโลกออนไลน์ โดยข้อมูลดังกล่าว เป็นการตัดต่อหรือบิดเบือนคำพูดเพื่อสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคม

ขณะที่ข้อความที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย กรณี “ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 3,000 บาท” เป็นข่าวปลอม

ปัจจุบันการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยังคงใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 ซึ่งจ่ายเป็นรายเดือนตามช่วงอายุ ดังนี้

อายุ 60 – 69 ปี  อัตรา 600 บาท/คน/เดือน

อายุ 70 – 79 ปี  อัตรา 700 บาท/คน/เดือน

อายุ 80 – 89 ปี  อัตรา 800 บาท/คน/เดือน

อายุ 90 ปีขึ้นไป อัตรา 1,000 บาท/คน/เดือน

Advertisement

เตือนภัย มุกใหม่มิจฉาชีพอัปเกรด ส่ง SMS “ใบสั่งจราจร”  แนบ QR Code หลอกสแกนดูดเงิน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 เมษายน 2569 เตือนภัยมุกใหม่! มิจฉาชีพอัปเกรด ส่ง SMS “ใบสั่งจราจร”  แนบ QR Code หลอกสแกนดูดเงิน ช่วงที่ผ่านมา พบรายงานการแพร่ระบาดของภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่ต้องระวังให้ดี!

ตอนนี้มิจฉาชีพได้ผสานเทคนิค Smishing (SMS หลอกลวง) เข้ากับ Quishing (QR Code หลอกลวง) เพื่อหวังตบตาผู้ใช้รถใช้ถนนโดยเฉพาะ

เกิดอะไรขึ้น?

ปกติเรามักจะคุ้นชินกับ SMS มิจฉาชีพที่ชอบแนบ “ลิงก์แปลกๆ” มาให้กดใช่ไหม? แต่มุกใหม่นี้แนบเนียนและอันตรายขึ้นไปอีกขั้น โดยคนร้ายจะส่ง SMS อ้างว่าเป็น “ใบสั่งจราจรค้างชำระ” หรือ “แจ้งเตือนค่าปรับจราจร” แต่แทนที่จะให้คลิกลิงก์ กลับส่งรูป QR Code มาให้สแกนแทน

ทำไมต้องเป็น QR Code?

การเปลี่ยนมาใช้ QR Code เป็นทริคที่มิจฉาชีพใช้เพื่อหลบเลี่ยงระบบคัดกรองลิงก์อันตราย (Anti-Spam) ของสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ เมื่อเหยื่อตกใจกลัวว่าจะโดนค่าปรับหรือถูกอายัดทะเบียน ก็มักจะรีบสแกนโดยไม่ทันระวัง ซึ่ง QR Code นี้จะพาพุ่งตรงไปยัง “เว็บไซต์ปลอม” ที่หน้าตาเหมือนเว็บชำระค่าปรับของจริงเป๊ะๆ เพื่อหลอกให้เราโอนเงินเข้าบัญชีม้า หรือหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว บัตรเครดิต และรหัสผ่านต่างๆ

วิธีรับมือและป้องกันตัวเองให้ปลอดภัย:

▪ตั้งสติ ท่องไว้เสมอ: สำนักงานตำรวจแห่งชาติ “ไม่มีนโยบาย” ส่งใบสั่งจราจรพร้อม QR Code ให้สแกนจ่ายเงินผ่านทาง SMS เด็ดขาด (ใบสั่งของแท้จะถูกส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังที่อยู่ของเจ้าของรถเท่านั้น)

▪กฎเหล็ก “ห้ามสแกน”: อย่าสแกน QR Code ที่มาจาก SMS, อีเมล หรือคนแปลกหน้า เพราะ QR Code อันตรายกว่าลิงก์ตรงที่เราไม่สามารถมองเห็น URL ปลายทางก่อนที่จะสแกนได้เลย

▪เช็กให้ชัวร์ผ่านช่องทาง Official: หากไม่แน่ใจว่าตัวเองโดนใบสั่งจริงๆ หรือเปล่า ให้เข้าไปตรวจสอบด้วยตัวเองผ่านช่องทางทางการเท่านั้น ได้แก่:

เว็บไซต์ ptm.police.go.th (e-Ticket ใบสั่งจราจรออนไลน์สำหรับประชาชน)

แอปพลิเคชัน ขับดี (Khub Dee)

เทคโนโลยีไปไว มิจฉาชีพก็ปรับตัวเก่งขึ้นทุกวัน รบกวนทุกคนช่วยกัน “แชร์” โพสต์นี้เพื่อเตือนภัยคุณพ่อคุณแม่ ครอบครัว และเพื่อนๆ ที่ใช้รถใช้ถนนกันด้วยนะ จะได้รู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อของโจรไซเบอร์!

ที่มา ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล – PDPC Eagle Eye

Advertisement

Verified by ExactMetrics