วันที่ 18 เมษายน 2026

รัฐบาลเตือนผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 มีนาคม 2569 รัฐบาลเตือนผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก สินค้ายังมีเพียงพอ

วันนี้ (4 มีนาคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  รัฐบาลติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมมาตรการรับมือในส่วนที่เกี่ยวข้องของแต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน จะต้องมีอย่างเพียงพอ ร้านค้าผู้ประกอบการจะต้องไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า จะต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนตามกฎหมาย

“รัฐบาลขอย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 อย่างเคร่งครัด โดยห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ ห้ามกักตุนสินค้า หรือกระทำการใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หากตรวจพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งความผิดในการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

“ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก จากการตรวจสอบของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยรัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน เพื่อดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีพฤติการณ์กักตุนสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือแจ้งผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

นายกฯ ย้ำ เตรียมพร้อมมาตรการดูแลค่าครองชีพ และบริหารจัดการพลังงาน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 มีนาคม 2569 นายกฯ ย้ำทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลางอย่างรวดเร็วและรอบคอบ พร้อมเตรียมมาตรการดูแลค่าครองชีพ และบริหารจัดการพลังงาน

วันนี้ (วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569) เวลา 13.00 น. ณ กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อถึงสถานการณ์และการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในวันนี้ได้มีการประชุมหารือผ่านระบบออนไลน์ร่วมกับเอกอัครราชทูตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งและเตรียมมาตรการดูแลคนไทยในพื้นที่ โดยยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการอพยพคนไทยในประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง จำนวนประมาณ 270–300 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อเดินทางออกจากอิหร่านและกลับสู่ประเทศไทยโดยเร็วที่สุด โดยภาครัฐได้เตรียมปัจจัยรองรับครบถ้วน เหลือเพียงขั้นตอนการประสานงานด้านเอกสารและข้อกำหนดการเดินทาง

สำหรับประเทศอิสราเอล ซึ่งมีแรงงานไทยประมาณ 60,000 คน ปัจจุบันมีผู้แสดงความประสงค์เดินทางกลับประมาณ 20 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่มากนัก  โดยแม้ขณะนี้สถานการณ์ยังควบคุมได้ แต่รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ ได้กำชับเอกอัครราชทูตทุกประเทศให้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่แก่คนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับ และหากไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศใดได้โดยตรง จะประสานเคลื่อนย้ายไปยังประเทศที่น่านฟ้ายังเปิด เพื่อเดินทางกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางอย่างรวดเร็วและรอบคอบ เพื่อดูแลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศอย่างดีที่สุด

ต่อกรณีข้อกังวลถึงผลกระทบด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลมีมาตรการบริหารจัดการน้ำมันอย่างรัดกุม โดยสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายจำกัดการส่งออกได้หากมีความจำเป็นด้านความมั่นคง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอในทุกสถานการณ์ ซึ่งหากกำลังการผลิตน้ำมันของโลกได้รับผลกระทบ ย่อมส่งผลต่อกลไกตลาดและราคาพลังงาน ซึ่งรัฐบาลได้ติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ภายในประเทศ

ทั้งนี้ ได้กำชับกระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. ชี้แจงข้อมูลอย่างเป็นทางการเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน รวมถึงติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะในยุโรปอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลจะดูแลทั้งความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ การควบคุมค่าครองชีพภายในประเทศ การป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า และการสำรองเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ โดยจะดำเนินมาตรการทุกด้านเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด

ด้านการสื่อสารข้อมูล ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งศูนย์แถลงข่าว เพื่อรายงานสถานการณ์ที่อัปเดตอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำชับหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดูแลความปลอดภัยภายในประเทศอย่างเข้มงวด ทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการดูแลชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและความเป็นเอกภาพในการบริหารสถานการณ์

Advertisement

นายกฯ ประชุมสภาความมั่นคง ย้ำท่าทีไทยเป็นกลาง พร้อมรับคนไทยกลับประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 มีนาคม 2569 นายกฯ เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคง ย้ำท่าทีไทยเป็นกลาง พร้อมรับคนไทยในพื้นที่กลับประเทศ สมช. กต. ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รับมือผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ ชั้น 3 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงการประชุมฯ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมฯ โดยประเด็นหลักเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สืบเนื่องจากการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน และมีการตอบโต้โดยฝ่ายอิหร่าน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ท่าทีของไทยมีความห่วงใยสถานการณ์ดังกล่าว เพราะมีผลกระทบต่อสันติภาพความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก โดยไทยอยากให้มีการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีผ่านการเจรจาทางการทูตบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห่วงใยความปลอดภัยของคนไทยที่อยู่ในภูมิภาคและพื้นที่นั้น

ในส่วนของอิหร่าน มีคนไทยประมาณ 200 กว่าคน ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยมีการติดต่อชุมชนชาวไทยอย่างใกล้ชิด โดยขอให้ใช้ความระมัดระวังและอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะให้มีการเตรียมพร้อมในกรณีมีคนไทยต้องการให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศ ซึ่งขณะนี้มีคนไทยที่แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับประมาณ 20 คน โดยหากจะเดินทางกลับ รัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกในการเดินทางโดยรถยนต์มายังชายแดนตุรกี ซึ่งมีศูนย์ปฏิบัติการที่ชายแดนคอยอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับ นอกจากนี้ ได้มีการประสานกับกองทัพอากาศไทยเพื่อเตรียมการส่งเครื่องบินไปรับคนไทยด้วย

ในส่วนของอิสราเอล มีคนไทยอยู่ประมาณ 65,000 คน ทางกระทรวงการต่างประเทศคาดว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังคงควบคุมได้ โดยยังไม่มีคนไทยที่ได้รับผลกระทบและแสดงความประสงค์อยากจะเดินทางกลับประเทศ ทั้งนี้ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน โดยทางรัฐบาลอิสราเอลให้ความสำคัญต่อแรงงานไทย และดูแลความปลอดภัยของแรงงานไทยเป็นอย่างดี

สำหรับความกังวลในพื้นที่อื่น ๆ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะดูไบและอาบูดาบี ซึ่งมีคนไทยอยู่จำนวนมาก โดยขณะนี้มีคนไทยที่แสดงความจำนงจะเดินทางกลับประมาณ 1,000 กว่าคน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศประสานและอำนวยความสะดวกให้เดินทางกลับทางสนามบินที่โอมาน ซึ่งยังคงมีเที่ยวบินพาณิชย์ให้บริการ ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานเอกอัครราชทูตทุกแห่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ให้ติดต่อคนไทยในพื้นที่ว่าต้องการเดินทางกลับประเทศหรือไม่ รวมถึงในบาห์เรน กาตาร์ และคูเวต ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะประสานให้เดินทางกลับผ่านเมืองที่ใกล้ที่สุด ซึ่งสนามบินยังเปิดอยู่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยืนยันถึงความพร้อมในการรับคนไทยกลับประเทศ และสำหรับญาติของคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว หากต้องการสอบถามข้อมูลและติดตามสถานการณ์ ทางกระทรวงการต่างประเทศมีศูนย์ตอบคำถามข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่ประสานกับสถานเอกอัครราชทูต เพื่อให้ญาติพี่น้องมีความเชื่อมั่นและสบายใจ

ด้านนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เปิดเผยถึงมาตรการรับมือสถานการณ์ภายในประเทศว่า ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติได้มอบหมายให้ฝ่ายตำรวจและหน่วยงานด้านการข่าวติดตามเฝ้าระวังสถานที่ของประเทศคู่ขัดแย้ง เอกอัครราชทูต บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจเชื่อมโยงกับสถานการณ์ โดยยืนยันว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ จะมีการติดตามตรวจสอบบุคคลเข้า–ออกประเทศไทยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรืออาจก่อให้เกิดความไม่เรียบร้อย ควบคู่กับการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันในส่วนของสื่อสังคมออนไลน์ จะมีการเฝ้าระวังและตรวจสอบข้อมูลที่อาจบิดเบือนหรือสร้างความแตกแยก เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม

ในมิติด้านเศรษฐกิจ เบื้องต้นได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานดูแลประเด็นด้านพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์กำกับติดตามสถานการณ์สินค้าส่งออก โดยจะมีการหารือเพิ่มเติมอีกครั้งในช่วงบ่าย ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงจะติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลต่างชาติทุกประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดบริเวณสถานเอกอัครราชทูตของประเทศที่เกี่ยวข้อง อาทิ สหรัฐฯ อิสราเอล อิหร่าน และประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

Advertisement

รัฐบาลเร่งปราบ “นอมินีต่างชาติ” บูรณาการทุกหน่วยงาน ปิดช่องถือครองที่ดิน–อสังหาฯ ผิดกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลเร่งปราบ “นอมินีต่างชาติ” ครม. รับทราบความคืบหน้า บูรณาการทุกหน่วยงาน ปิดช่องถือครองที่ดิน–อสังหาฯ ผิดกฎหมาย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี รับทราบสรุปผลการพิจารณา ผลการดำเนินการ และความเห็นในภาพรวมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) ตามที่ กระทรวงพาณิชย์ เสนอ พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการเชิงรุกให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

รองโฆษกฯ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหานอมินีอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย การเงิน การถือครองที่ดิน และธุรกิจอำพราง

จากการรายงานของหน่วยงาน พบว่าได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกหลายด้าน อาทิ

– กรมที่ดิน กำชับแนวทางตรวจสอบการโอนกรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินของผู้มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวอย่างเข้มงวด

– กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำระบบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ (IBAS) และเทคโนโลยี AI มาใช้คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

– ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว และกำหนดแผนป้องกัน–ปราบปราม 3 ระยะ

– ตำรวจและ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เร่งบังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบและดำเนินคดีกลุ่มธุรกิจเสี่ยง 6 ประเภท ได้แก่ ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ e-Commerce เกษตร โรงแรม และก่อสร้าง

– กระทรวงมหาดไทยสั่งการทุกจังหวัดตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ ตรวจสอบการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตร

– ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและอากาศยานไร้คนขับ เพื่อติดตามการใช้ประโยชน์ที่ดินขนาดใหญ่

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรียังรับทราบข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายที่ดิน รวมถึงแนวคิดจัดทำกฎหมายเฉพาะเพื่อจัดการปัญหานอมินีอย่างเป็นระบบในระยะยาว พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

“รัฐบาลยืนยันเดินหน้าแก้ปัญหานอมินีอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินของคนไทย สร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ และรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

“สีหศักดิ์” ชี้ นานาชาติรู้แล้วว่ากัมพูชาชอบแต่งเรื่อง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 กุมภาพันธ์ 2569 “สีหศักดิ์” ชี้ผู้นำกัมพูชายังแต่งเรื่องกล่าวหาไทย เดินสายฟ้องเวทีโลก ย้ำไม่อยากโต้ตอบแบบหมัดต่อหมัด แต่ก็จำเป็นต้องชี้แจง จี้เขมรต้องตระหนัก นานาชาติรู้แล้วว่าชอบแต่งเรื่อง พร้อมเผยคุย ผอ.ใหญ่ยูเนสโก ยืนยันไม่อยากให้การปะทะ ทำปราสาทพระวิหารเสียหาย เชื่อยูเนสโกเข้าใจ เตรียมส่งทีมสำรวจความเสียหาย

วันที่ 23 ก.พ. 69 เวลา 16.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ว่า ตอนนี้ สิ่งที่ไทยติดตามด้วยความไม่สบายใจ คือการที่ผู้บริหารระดับสูงของกัมพูชา พยายามพูดในเวทีการประชุมต่างๆ ในลักษณะที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ ระหว่าง ไทยกับกัมพูชา เช่น การกล่าวหาว่าไทยยึดดินแดน ซึ่งเป็นการแต่งเรื่องขึ้น หากยังมุ่งมั่นฟื้นฟูความสัมพันธ์ เดินหน้าเรื่องการค้าชายแดน แต่ยังกลับไปมีพฤติกรรมเดิมๆ ผ่านเวทีโลก

นายสีหศักดิ์ ย้ำว่า ไทยไม่ต้องการโต้ตอบ แบบหมัดต่อหมัด แต่ก็มีความจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริง ตอนนี้ ไทยมองไปข้างหน้า ทั้งการหยุดยิง เพื่อทำให้ทุกอย่างสงบ สร้างสถานการณ์ให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน แต่หากกัมพูชา ยังใช้วิธีการแบบนี้อยู่ นายสีหศักดิ์ ยอมรับว่าลำบาก ที่ความสัมพันธ์จะเดินหน้าไปได้ เพราะไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

“ขอยืนยันว่าฝ่ายไทย ถ้าทั้งสองฝ่ายให้ความร่วมมือ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ก็จะได้เห็นความสัมพันธ์ ทั้งสองประเทศเดินหน้า แต่ปัจจุบัน ยังคงลำบากอยู่ เพราะเขายังใช้วิธีการเดิมๆ อยู่ “ นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงโอกาสที่ได้พบและหารือกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้หยิบยก นำประเด็นที่มีการโจมตีปราสาทพระวิหาร มาหารือกันด้วย ไทยยอมรับว่าเสียใจ และ ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้นเลยหากกัมพูชาไม่ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร เป็นที่เก็บอาวุธ เมื่อเกิดสงคราม แล้ว มีการใช้มรดกโลกทางวัฒนธรรม เพื่อประโยชน์ทางการทหาร จะเกิดความเสียหาย จึงได้ชี้แจงไปว่า ไทยไม่ได้ประสงค์ให้เกิดความเสียหายขึ้น ซึ่งทางยูเนสโก ก็เข้าใจ

“จากที่พูดคุยกับผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ผมคิดว่าเขาเข้าใจดี ไม่อยากเข้าข้าง อยากรักษาความเป็นกลาง อยากให้ไทยกับกัมพูชาพูดคุยกัน ซึ่งก็ตรงกับท่าทีของไทย” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ยูเนสโก ให้ความสนใจว่า ปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ได้รับความเสียหายอย่างไร จากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา แล้วจะเข้าไปฟื้นฟู บูรณะอย่างไร เรื่องการเข้าไปใช้เป็นฐานปฏิบัติการยูเนสโก้ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง และ จะเข้าไปตรวจสอบว่า ได้รับความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาส่งคนเข้าไปตรวจสอบความเสียหาย

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยด้วยว่า การได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ก็จะใช้โอกาสนี้ ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้ทางฝรั่งเศส ได้ทราบด้วย

ส่วนกรณีที่มีการปล่อยข่าวมาจากกัมพูชาว่า ไทยเผาป่าไล่ที่ นั้น นายสีหศักดิ์ ย้ำว่า นี่เป็นสิ่งที่กัมพูชามักทำเสมอ ปล่อยข่าว กล่าวหาให้ไทยเสียภาพลักษณ์ ควรเลิก ที่จะสร้างแรงกดดันให้ไทย ยอมเจารจา แต่จริงๆ แล้วทั้งสองประเทศมีช่องทางในการพูดคุยกันอยู่แล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องมากดดันกัน กัมพูชาต้องตระหนักว่า หลายประเทศรู้แล้ว ว่านี่เป็นการสร้างข่าว ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ดังนั้น กัมพูชาก็ต้องระวังว่าสิ่งที่ทำอยู่จะออกมาในทางลบ และดูเหมือนว่า กัมพูชาเตรียมไว้แล้วทุกอย่าง

Advertisement

“สีหศักดิ์” มั่นใจยูเนสโกจ่อขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” ปีนี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 กุมภาพันธ์ 2569 “สีหศักดิ์” มั่นใจ ยูเนสโกจ่อขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ปีนี้

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว เปิดเผยผลการหารือกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ในเรื่องการที่ไทยเสนอขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโกในปี 2569 ว่า มีความเป็นได้สูงที่ยูเนสโกจะขึ้นทะเบียนชุดไทยในปีนี้ เพราะชุดไทยเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างแท้จริง พร้อมกับพิสูจน์ได้ว่าความเป็นมาของชุดไทยเป็นอย่างไร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังระบุว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงให้ความสำคัญกับชุดไทยเป็นอย่างมาก และตนเชื่อว่าจะสามารถขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในการประชุมคณะกรรมการที่ปีนี้ประเทศจีนจะเป็นเจ้าภาพ

Advertisement

กกต. เห็นชอบให้รัฐบาลใช้งบฉุกเฉินช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว รัฐบาลเดินหน้าจ่ายเยียวยาตามกรอบกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. เห็นชอบให้รัฐบาลใช้งบฉุกเฉินช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว รัฐบาลเดินหน้าจ่ายเยียวยาตามกรอบกฎหมาย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี รับทราบมติของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ต่อกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติยืนยันการอนุมัติให้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สังกัด กระทรวงมหาดไทย ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพิ่มเติม จำนวน 2,203,445,900 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568

รองโฆษกฯ กล่าวว่า เดิมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 อนุมัติการใช้งบประมาณดังกล่าว โดยยึดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 อย่างไรก็ดี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ขอให้ดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญมาตรา 169 (3) ก่อนเสนอพิจารณาใหม่

ต่อมา คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 พิจารณาเห็นว่า การใช้งบประมาณดังกล่าวเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติ จึงมีมติยืนยันตามมติเดิมเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 และส่งเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งล่าสุด กกต. ได้มีมติเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า การอนุมัติใช้งบประมาณครั้งนี้เป็นไปตามกรอบกฎหมาย และมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างทันท่วงที โดยรัฐบาลได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการจ่ายเงินช่วยเหลือให้ถึงมือผู้ประสบภัยโดยเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

“รัฐบาลยืนยันให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติ พร้อมดำเนินการทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

นายกฯ ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือ ขอพรตรุษจีน คนไทยมีสุข-ร่ำรวย-สามัคคี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายกฯ เดินเท้าจากมหาดไทย ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือเนื่องในเทศกาลตรุษจีน ขอพรให้คนไทยมีความสุข ร่ำรวย สามัคคี พร้อมให้ประเทศไทยเป็นที่ยำเกรง คนที่คิดไม่ดี ต้องพังพินาศ

ภายหลัง เสร็จสิ้นภารกิจที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายศักดา วิเชียรศิลป์ พร้อมด้วยผู้บริหารจากกระทรวงมหาดไทย ได้เดินเท้าไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือ

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ได้บนบานขอให้ชนะเลือกตั้งหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มาไหว้เป็นประจำ เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในช่วงเทศกาลตรุษจีน

ส่วนขอพรอะไรหรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า “ขอให้ประเทศไทยเป็นที่ยำเกรง ส่วนคนที่คิดไม่ดีกับประเทศไทย ต้องพังพินาศ พร้อมขอให้ประชาชนคนไทยมีความสุข มีความเข้มแข็ง มีความมั่นคง มีความร่ำรวย มีความสามัคคี ขอแค่นี้“

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทางที่เดินไปยังศาลเจ้าพ่อเสือ มีประชาชน จักรยานยนต์รับจ้าง คนขับสามล้อ รวมถึงเจ้าของร้านค้า ร้านอาหารที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว เข้ามาทักทายและขอถ่ายรูป โดยบางคนบอกว่า รู้สึกดีใจที่ได้เจอนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ซึ่งเมื่อวันที่แปดกุมภาพันธ์ 2569 ได้ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจ และวันนี้มีโอกาสได้เจอ รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากอยากขอถ่ายรูปกับนายกรัฐมนตรี

Advertisement

 

นายกฯ ร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีน ปีม้า ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ย้ำสายสัมพันธ์ไทย – จีน “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน” จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายกฯ ร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีน ปีม้า ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ย้ำสายสัมพันธ์ไทย – จีน “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน” จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

วันนี้ (วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 11.40 น. ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะ เข้าร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ปีม้า 2569 ตามคำเชิญของนายจาง เจี้ยนเว่ย์ (H.E. Mr. Zhang Jianwei) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา ได้รับชมการแสดงพื้นบ้านจีน อาทิ การแสดงอิงเกอ (Yingge) การแสดงเชิดสิงโต การแสดงวัฒนธรรมประเพณีตรุษจีน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการวัฒนธรรมพื้นบ้านจีนที่สะท้อนอัตลักษณ์และความงดงามของวัฒนธรรมจีน รวมไปถึงการร่วมพิธีแต้มตาสิงโต ซึ่งเป็นพิธีกรรมตามประเพณีจีน โดยมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในการเปิดดวงตาและปลุกชีวิตให้สิงโตมงคล เปรียบเสมือนการนำพาความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และความมั่นคงมาสู่ประชาชน ตลอดจนสะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ภายใต้ชื่องาน “Embracing the Chinese New Year” เป็นภาษาจีน โดยแสดงความขอบคุณในนามของประชาชนชาวไทยต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประชาชนชาวจีน สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในโอกาสการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พร้อมทั้งขอบคุณเอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย์ สำหรับไมตรีจิตและคำเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองในครั้งนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” (中泰一家亲) พร้อมอวยพรให้ชาวไทยเชื้อสายจีนและพี่น้องชาวจีนทุกคนมีความสุขในวันตรุษจีน ปีม้า มีความโชคดี สมปรารถนาในทุกประการ และขอให้มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศยั่งยืนยาวนานและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป

Advertisement

 

ครม.รับทราบรายงาน Special 301 ปี 2568 ไทยคงสถานะประเทศที่ต้องจับตามอง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ครม.รับทราบรายงาน Special 301 ปี 2568 ไทยคงสถานะประเทศที่ต้องจับตามอง สหรัฐฯชื่นชมความคืบหน้าด้านทรัพย์สินทางปัญญา

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาว ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอรายงานการจัดสถานะของไทยตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ (Special 301) ประจำปี 2568 ภายหลังรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) เห็นชอบให้นำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี

รองโฆษกฯ ระบุว่า ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จัดทำรายงาน Special 301 เป็นประจำทุกปี เพื่อประเมินระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้า โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • ประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญารุนแรงที่สุด
  • ประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ
  • ประเทศที่ต้องจับตามอง

ซึ่งผลการประกาศเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 ระบุว่า ไทยยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List) ร่วมกับอีก 18 ประเทศ ขณะที่มีประเทศที่อยู่ในกลุ่มต้องจับตามองเป็นพิเศษ 8 ประเทศ

ทั้งนี้ รายงานยังระบุว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2568 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้เผยแพร่รายงานรายชื่อตลาดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูง (Notorious Markets) โดยระบุศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ เป็นหนึ่งในตลาดที่ต้องเฝ้าระวัง

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ แสดงความพึงพอใจต่อพัฒนาการและความคืบหน้าของไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะการเผยแพร่ร่างพระราชบัญญัติสิทธิบัตร เมื่อเดือนธันวาคม 2567 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบสิทธิบัตร ลดปัญหาค้างสะสม และเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศ รวมถึงการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ เพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญา WPPT ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังชื่นชมการบังคับใช้กฎหมายของไทยในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เจ้าของสิทธิ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย การตรวจยึดของกลางที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาของกรมศุลกากร และการดำเนินมาตรการเชิงรุกต่อคลังสินค้าและผู้ประกอบการที่กระทำผิด

อย่างไรก็ดี รายงานยังสะท้อนข้อกังวลของสหรัฐฯ ในบางประเด็น อาทิ ความล่าช้าในการแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ การแก้ไขปัญหางานจดทะเบียนสิทธิบัตรค้างสะสมโดยเฉพาะในสาขาเภสัชภัณฑ์ การคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส การละเมิดลิขสิทธิ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ และความล่าช้าในกระบวนการดำเนินคดี ซึ่งไทยอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการแก้ไขและปรับปรุงตามข้อเสนอแนะดังกล่าว

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญาและผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ร่วมกันจัดทำแผนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Work Plan) เพื่อผลักดันให้ไทยหลุดจากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแล้ว พร้อมทั้งมีการจัดทำแผนพัฒนาด้านทรัพย์สินทางปัญญา พ.ศ. 2569–2570 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในระยะต่อไป

Advertisement

Verified by ExactMetrics