วันที่ 23 กรกฎาคม 2026

ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 ย้ำไม่ใช่ปิดประตูเจรจา

5 พฤษภาคม 2569 ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 ย้ำไม่ใช่ปิดประตูเจรจา เพียงใช้กรอบสากล UNCLOS คุ้มครองผลประโยชน์ชาติแทน

วันนี้ (5 พฤษภาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 44 โดยมีมติให้ปรับแนวทางไปใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินการ เพื่อยกระดับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอและการให้ข้อมูลของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้ชี้แจงถึงความจำเป็นในการปรับกรอบการดำเนินการให้ทันต่อสถานการณ์ และยึดโยงกับกฎหมายสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การยกเลิก MOU 44 เป็นการ “ปรับกรอบ” ความร่วมมือ มิใช่การยุติความสัมพันธ์หรือการยุติเจรจา โดยไทยยังคงเดินหน้าพูดคุยกับกัมพูชา แต่เปลี่ยนมาใช้กลไกภายใต้ UNCLOS ซึ่งมีความชัดเจน ครบถ้วน และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาพื้นที่ทางทะเลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ MOU 44 เดิม มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม จึงมีความจำเป็นต้องทบทวนและปรับเปลี่ยนแนวทาง เพื่อให้การดำเนินการในระยะต่อไปเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน และสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศไทย

โฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยยังคงยึดมั่นในหลักการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และพร้อมใช้กระบวนการภายใต้ UNCLOS ซึ่งครอบคลุมทั้งข้อกฎหมายและแนวปฏิบัติในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐภาคี โดยเฉพาะการกำหนดให้กรณีอ้างสิทธิทับซ้อน ต้องใช้การเจรจาหารือเป็นแนวทางหลัก

นอกจากนี้ ไทยได้แจ้งไปยังกัมพูชาในระดับไม่เป็นทางการแล้ว และจะดำเนินการแจ้งอย่างเป็นทางการต่อไป พร้อมทั้งเตรียมทาบทามให้ใช้กรอบ UNCLOS ร่วมกันในการเจรจา ขณะเดียวกัน รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการด้านเทคนิคและกฎหมาย เพื่อรองรับการดำเนินการภายใต้กรอบใหม่อย่างเป็นระบบและรอบด้าน

“การเปลี่ยนผ่านจาก MOU 44 ไปสู่กรอบ UNCLOS เป็นการยกระดับเครื่องมือในการเจรจา บนพื้นฐานของกฎหมายสากลที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด ไม่ใช่การยุติความร่วมมือ ไทยยังคงเดินหน้าการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

Advertisement

กองทัพเรือพร้อมเต็มกำลัง ยกเลิก MOU44 ไม่กระทบความมั่นคงทางทะเล

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 เมษายน 2569 กองทัพเรือพร้อมเต็มกำลัง ยกเลิก MOU44 ไม่กระทบความมั่นคงทางทะเล

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ สภาความมั่นคงแห่งชาติได้มีมติให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU 44 และให้ใช้กลไกของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นกรอบในการดำเนินการแทน ทางกองทัพเรือได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนว่า การยกเลิก MOU ดังกล่าวไม่เป็นข้อจำกัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงทางทะเลแต่อย่างใด

โดย พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้กล่าวว่า MOU 44 เป็นเพียง “กลไกหรือกรอบในการเจรจาระหว่างรัฐ” มิใช่ข้อจำกัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงทางทะเล ไม่ว่ากรอบดังกล่าวจะมีอยู่ ปรับเปลี่ยน หรือสิ้นสุดลง กองทัพเรือยังคงดำเนินภารกิจในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยไม่ลดระดับความเข้มข้นของการปฏิบัติการ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา กองทัพเรือได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี ถึงความพร้อมของกำลังรบทางเรือ การลาดตระเวน และการเฝ้าระวังในพื้นที่ทางทะเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยการปฏิบัติการทุกประการตั้งอยู่บนหลักความรอบคอบ เพื่อป้องกันมิให้เกิดสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ขณะเดียวกันยังคงยึดมั่นในแนวทางที่ไม่ยั่วยุ แต่พร้อมตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ที่อาจกระทบต่ออธิปไตยของชาติอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม

“ในเรื่องการใช้กฏหมายทางทะเลนั้นกองทัพเรือเป็นหน่วยงานสำคัญทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ แผนที่ และข้อเท็จจริงเชิงเทคนิค และทุกอย่างตรวจสอบได้ เพื่อให้การเจรจาดำเนินการมีความชัดเจนและรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

นายกฯ ร่วมงานบุญสงกรานต์ปีใหม่ลาว กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 5 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรีร่วมงานบุญสงกรานต์ปีใหม่ลาว กระชับความสัมพันธ์ไทย–สปป.ลาว ผ่านวัฒนธรรมประเพณีอันงดงาม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เข้าร่วมงานบุญสงกรานต์ปีใหม่ลาว ประจำปี 2569 ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานครโดยมีนายทองสะหวัน พมวิหาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว พร้อมนางวาดสะหนา พมวิหาน ภริยา และนายสีสะหวาด อินพะจัน เอกอัครราชทูต สปป.ลาว ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดีแก่เอกอัครราชทูต สปป.ลาว ก่อนเข้าร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ ณ ห้องโถงสโมสร ซึ่งเป็นพิธีสำคัญตามขนบธรรมเนียมลาว โดยมีพิธีสวดเรียกขวัญ การเจิมและทำน้ำมนต์ และผูกสายสิญจน์เพื่อความเป็นสิริมงคล

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมงานเลี้ยงเนื่องในเทศกาลปีใหม่ลาว ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าสถานเอกอัครราชทูตฯ โดยเอกอัครราชทูต สปป.ลาว กล่าวต้อนรับ และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว กล่าวอวยพรเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมรับประทานอาหาร พร้อมรับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมลาวจำนวน 8 ชุด อาทิ การรำอวยพร การแสดงพื้นบ้าน และการขับร้องเพลงลาว ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์และความงดงามของวัฒนธรรมลาว ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นมิตรและอบอุ่น โดยมีแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐ ภาคเอกชน คณะทูตานุทูต และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความร่วมมือไทย–สปป.ลาว เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมรำวงปีใหม่ลาวกับผู้เข้าร่วมงาน สร้างความใกล้ชิดและความเป็นกันเอง ก่อนที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว มอบช่อดอกไม้แก่คณะนักแสดง และเชิญนายกรัฐมนตรีขึ้นเวทีถ่ายภาพร่วมกับแขกผู้มีเกียรติ

พิธีบายศรีสู่ขวัญและงานเลี้ยงปีใหม่ลาวในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 500 คน ประกอบด้วยคณะทูตานุทูตและผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนที่มีความร่วมมือกับ สปป.ลาว สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในทุกมิติ ทั้งด้านวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจ ระหว่างทั้งสองประเทศ

Advertisement

เปิดข้อเท็จจริง “ช่องจอม” เขมรป่วนแนวชายแดน ไทยเสริมกำลังทันที

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 เมษายน 2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) เปิดข้อเท็จจริง “ช่องจอม” เขมรป่วนแนวชายแดน ไทยเสริมกำลังทันที ยัน AOT ไม่ล้ำแดน คุมสถานการณ์อยู่ ย้ำจุดยืนไทยไม่ยั่วยุ ไม่ยกระดับสถานการณ์

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ และพื้นที่ตรงข้ามโอเสม็ด ว่า ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยในพื้นที่แล้ว พบว่า

1.เหตุการณ์ในพื้นที่และการควบคุมสถานการณ์จากการตรวจสอบพบว่า มีเหตุการณ์ทหารจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาใกล้แนวลวดหนามในลักษณะไม่เหมาะสม และมีพฤติกรรมก่อกวนต่อกำลังพลฝ่ายไทย ส่งผลให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องปรับกำลัง และนำรถสายพานลำเลียงพล M113 เข้าควบคุมพื้นที่ เพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันไม่ให้สถานการณ์ยกระดับ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามข้อ 2 ของถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568) อย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักการวางกำลังตามแนวที่กำหนด และหลีกเลี่ยงการยั่วยุ

2.กรณีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนฝ่ายกัมพูชา (AOT) ตรวจสอบแล้วพบว่า คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนฝ่ายกัมพูชา (AOT) ได้เข้าพื้นที่บริเวณคาสิโน/พื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอยู่ในฝั่งกัมพูชาเท่านั้น “ไม่ได้เข้ามาในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยควบคุมหรือวางกำลัง” ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้กำหนดแนวและมาตรการควบคุมพื้นที่ไว้อย่างชัดเจนแล้ว

3.ประเด็นการประสานงานฝ่ายไทยยึดมั่นว่า การเข้าพื้นที่ของคณะ AOT ควรมีการประสานงานล่วงหน้าผ่านกลไกที่ตกลงร่วมกัน เช่น RBC/JBC เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเข้าใจที่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงสนับสนุนบทบาทของ AOT ในการตรวจสอบและส่งเสริมมาตรการลดความตึงเครียดตามถ้อยแถลงร่วม

4.ขอย้ำจุดยืนของประเทศไทยประเทศไทยดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความเป็นมืออาชีพ อดทน และยึดมั่นในถ้อยแถลงร่วมอย่างเคร่งครัด

  • ไม่ยั่วยุ
  • ไม่ยกระดับสถานการณ์
  • มุ่งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

“ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน หรือยังไม่ได้รับการยืนยัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความร่วมมือระหว่างสองประเทศ” ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา กล่าว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงยืนยันว่า การควบคุมพื้นที่ของฝ่ายไทยเป็นไปตามกรอบถ้อยแถลงร่วม และคณะ AOT ไม่ได้เข้าพื้นที่ควบคุมของฝ่ายไทย โดยสถานการณ์โดยรวมยังอยู่ภายใต้การควบคุม และไม่มีการยกระดับความตึงเครียด “ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ขอให้ความมั่นใจว่า ฝ่ายไทยจะยังคงดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งสองประเทศ ความจริง ความโปร่งใส และความร่วมมือ คือรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

Advertisement

ลุยกวาดล้างทุ่นระเบิดชายแดนอุบลฯ เปิดพื้นที่ปลอดภัยแล้วกว่า 1.2 แสน ตร.ม.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 มีนาคม 2569 กองทัพไทย ลุยกวาดล้าง “ทุ่นระเบิดชายแดน” อุบลฯ เปิดพื้นที่ปลอดภัยแล้วกว่า 1.2 แสน ตร.ม. เร่งเคลียร์ต่ออีกกว่า 60%

วันที่ 28 มี.ค. 2569 กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ลงพื้นที่ปฏิบัติการเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด บริเวณบ้านน้ำยืน ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อปรับลดพื้นที่อันตรายตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

การดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่รวม 331,104 ตารางเมตร โดยสามารถปรับสภาพให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยได้เพิ่มอีก 5,151 ตารางเมตร พร้อมตรวจพบวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) จำนวน 1 รายการ เป็นลูกระเบิดจากเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 120 มิลลิเมตร จำนวน 1 นัด เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการทำให้ปลอดภัยและเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาในพื้นที่รวบรวมวัตถุระเบิดเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ยอดตรวจพบวัตถุระเบิดสะสมรวม 2 รายการ

สรุปผลการปฏิบัติ ปัจจุบันสามารถทำให้พื้นที่ปลอดภัยได้รวม 122,296 ตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ 36.94 ของพื้นที่ทั้งหมด ขณะที่ยังคงเหลือพื้นที่ต้องดำเนินการอีก 208,808 ตารางเมตร หรือร้อยละ 63.06

ทั้งนี้ ภารกิจดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองบัญชาการกองทัพไทยและศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ในการขจัดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด เพื่อคืนความปลอดภัยและความมั่นคงให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต่อไป

Advertisement

ทูตสหรัฐฯ ยินดี “อนุทิน” นั่งนายกฯ ยันพร้อมทำงานร่วมกันใกล้ชิด กระชับความสัมพันธ์ไทย-อเมริกัน 

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 มีนาคม 2569 ทูตสหรัฐฯ ยินดี “อนุทิน” นั่งนายกฯ ยันพร้อมทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด กระชับความสัมพันธ์ไทย-อเมริกัน ตั้งเป้าเสริมความแข็งแกร่งในฐานะพันธมิตรที่มีมายาวนาน

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เผยแพร่แถลงการณ์จาก นายฌอน เค. โอนีลล์ (Sean K. O’Neill) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เพื่อแสดงความยินดีต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ในแถลงการณ์ดังกล่าว นายโอนีลล์ ระบุว่า สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่และคณะรัฐบาลชุดใหม่อย่างใกล้ชิด โดยมีเป้าหมายหลักในการเดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับความเป็นพันธมิตรที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันความร่วมมือเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืนสืบไป

Advertisement

“อนุทิน” รับยังส่งน้ำมันไปลาว ยันไม่ขาดแคลน โวน้ำมันสำรองไทยมากสุดในอาเซียน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 มีนาคม 2569 “อนุทิน” รับยังส่งน้ำมันไปลาว ยันไม่ขาดแคลน โวน้ำมันสำรองไทยมากสุดในอาเซียน เตือนประชาชนควรประหยัด แต่ไม่ต้องตุน เผยเดินหน้าคุยทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะรัสเซีย ส่วนพลังงานไฟฟ้าไม่มีปัญหา เพราะไทยผลิตก๊าซได้เอง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการส่งออกน้ำมันไปยังสปปลาว ซึ่งขณะนี้ประเทศกําลังเกิดวิกฤต จะยังส่งออกหรือไม่ ว่า ตนชี้แจงไปแล้ว ยังคงขายอยู่

เมื่อถามว่าในที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์ การสู้รบในภูมิภาค จากตะวันออกกลาง(ศบก.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่าภาคอุตสาหกรรมแย่งซื้อน้ำมันจากภาคประชาชนหน้าปั๊ม จึงอาจทําให้น้ำมันไม่เพียงพอ จะมีมาตรการอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนได้รับการยืนยันจากผู้ค้าน้ำมัน ทั้งไทยออยล์ บางจาก เชลล์ SPRC( คาลเท็กซ์) ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายที่นําเข้าน้ํามันดิบ ยืนยันกับตนว่ายังไม่มีปัญหา หรือจะมีสัญญาณขาดแคลนน้ำมัน แต่ตอนนี้มันเป็นวิกฤตการณ์ที่มีการสู้รบกัน มันไม่ปกติ ฉะนั้นพวกเราทุกคนที่เป็นประชาชนผู้บริโภคใช้น้ำมันในประเทศ เราก็ต้องตระหนักรู้ และเริ่มใช้มาตรการประหยัดน้ำมัน ประหยัดเชื้อเพลิง ประหยัดพลังงาน ต่อให้มันจะไม่มีอะไรขาดแคลน แต่ก็ต้องมีการสร้างความตระหนักรู้ มันก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ยิ่งเราประหยัดมากเท่าไหร่ การสํารองน้ำมันภายในประเทศ ก็ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น ทุกวันนี้การสํารองน้ำมันจาก 60 วัน เพิ่มเป็น 90 วัน ก็หวังว่ามันจะอยู่แถวๆ 100 วัน จากการที่เราไม่ส่งออกไปประเทศที่ 3 ซึ่งทุกการประหยัดจะกลับมาเป็นจํานวนวันสํารองที่เพิ่มมากขึ้น ก็อยากจะให้ช่วยกันพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ว่าในอาเซียนประเทศไทยมีน้ำมันสํารองมากที่สุด ถ้าเอาเราไปเทียบกับญี่ปุ่น ที่เขาบอกว่าอยู่ได้ 200 กว่าวัน ก็ต้องดูขนาดเศรษฐกิจ และโลจิสติกส์

เมื่อถามต่อว่า นายเอกนิติ ระบุว่าน้ำมันดิบในโรงกลั่นยังมีอยู่อีกเยอะ ตอนนี้รวมที่สำรอง 100 วันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รวมแล้ว แต่ประชาชนไม่ต้องวิตกกังวล แม้สถานการณ์ตอนนี้ยังมีการยิงสู้รบกันอยู่ แต่เราต้องตระหนักรู้ว่าเราต้องประหยัดน้ำมัน

ตนขอย้ำว่าเรื่องการขาดแคลนพลังงานคงไม่เกิดขึ้น เพราะไฟฟ้าในประเทศไทย ผลิตโดยก๊าซธรรมชาติ โดยก๊าซที่เราผลิตได้ที่อ่าวไทยของเราเอง และมีการสํารองโดยการเพิ่มโรงผลิตก๊าซ ที่อาจต้องทํางานหนักขึ้นมากว่าเดิม

ส่วนราคาน้ำมันที่ผันผวนก็เป็นไปตามราคาตลาดโลก แต่กองทุนน้ำมันที่เรามีอยู่จะช่วยพยุงราคา และช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชน ได้เท่าไหร่ก็ต้องไปดูในเรื่องของงบประมาณ และเศรษฐกิจต่างๆ

นายอนุทิน ย้ำว่า ขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ว่าไม่ต้องถึงขั้นตื่นตระหนก ถึงขั้นไปสำรองน้ำมันเก็บไว้ ไม่จําเป็นเลย เราจะพยายามบริหารอย่างเต็มที่ วันนี้เติมเท่านี้ พรุ่งนี้เพิ่มขึ้นไปอีก 10 บาท อย่างนี้รัฐบาลปล่อยให้มันเกิดขึ้นไม่ได้ แม้ว่าเราผลิตน้ำมันเองไม่ได้ และประเทศผู้ผลิตน้ำมันมีปัญหาอยู่ ซึ่งเรานําเข้าประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันหายไปเป็นศูนย์ เรายังมีอีกครึ่งหนึ่งที่มาจากภูมิภาคอื่น หากเกิดเหตุ 100 วันแล้วมันแย่จริงๆ ลงมาเหลือ 50 วัน เราก็ยังสามารถทําได้อยู่

ส่วนแนวคิดที่จะซื้อน้ำมันจากรัสเซียมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน นายอนุทินกล่าวว่า พูดคุยอยู่ และพูดคุยกับทุกประเทศ ซึ่ง บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ของประเทศไทยไม่ใช่บริษัทเล็กๆ และไม่ได้มีธุรกิจน้ำมันอย่างเดียว ในโลกของการทําธุรกิจ ใครจะกล้าตัดปตท. ออกจากสารบบ เพราะหากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติก็เสียลูกค้าในภูมิภาคอาเซียน ในส่วนนี้มีกลไกตลาดรองรับอยู่แล้ว

Advertisement

“สีหศักดิ์” ชี้ นานาชาติรู้แล้วว่ากัมพูชาชอบแต่งเรื่อง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 กุมภาพันธ์ 2569 “สีหศักดิ์” ชี้ผู้นำกัมพูชายังแต่งเรื่องกล่าวหาไทย เดินสายฟ้องเวทีโลก ย้ำไม่อยากโต้ตอบแบบหมัดต่อหมัด แต่ก็จำเป็นต้องชี้แจง จี้เขมรต้องตระหนัก นานาชาติรู้แล้วว่าชอบแต่งเรื่อง พร้อมเผยคุย ผอ.ใหญ่ยูเนสโก ยืนยันไม่อยากให้การปะทะ ทำปราสาทพระวิหารเสียหาย เชื่อยูเนสโกเข้าใจ เตรียมส่งทีมสำรวจความเสียหาย

วันที่ 23 ก.พ. 69 เวลา 16.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ว่า ตอนนี้ สิ่งที่ไทยติดตามด้วยความไม่สบายใจ คือการที่ผู้บริหารระดับสูงของกัมพูชา พยายามพูดในเวทีการประชุมต่างๆ ในลักษณะที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ ระหว่าง ไทยกับกัมพูชา เช่น การกล่าวหาว่าไทยยึดดินแดน ซึ่งเป็นการแต่งเรื่องขึ้น หากยังมุ่งมั่นฟื้นฟูความสัมพันธ์ เดินหน้าเรื่องการค้าชายแดน แต่ยังกลับไปมีพฤติกรรมเดิมๆ ผ่านเวทีโลก

นายสีหศักดิ์ ย้ำว่า ไทยไม่ต้องการโต้ตอบ แบบหมัดต่อหมัด แต่ก็มีความจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริง ตอนนี้ ไทยมองไปข้างหน้า ทั้งการหยุดยิง เพื่อทำให้ทุกอย่างสงบ สร้างสถานการณ์ให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน แต่หากกัมพูชา ยังใช้วิธีการแบบนี้อยู่ นายสีหศักดิ์ ยอมรับว่าลำบาก ที่ความสัมพันธ์จะเดินหน้าไปได้ เพราะไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

“ขอยืนยันว่าฝ่ายไทย ถ้าทั้งสองฝ่ายให้ความร่วมมือ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ก็จะได้เห็นความสัมพันธ์ ทั้งสองประเทศเดินหน้า แต่ปัจจุบัน ยังคงลำบากอยู่ เพราะเขายังใช้วิธีการเดิมๆ อยู่ “ นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงโอกาสที่ได้พบและหารือกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้หยิบยก นำประเด็นที่มีการโจมตีปราสาทพระวิหาร มาหารือกันด้วย ไทยยอมรับว่าเสียใจ และ ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้นเลยหากกัมพูชาไม่ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร เป็นที่เก็บอาวุธ เมื่อเกิดสงคราม แล้ว มีการใช้มรดกโลกทางวัฒนธรรม เพื่อประโยชน์ทางการทหาร จะเกิดความเสียหาย จึงได้ชี้แจงไปว่า ไทยไม่ได้ประสงค์ให้เกิดความเสียหายขึ้น ซึ่งทางยูเนสโก ก็เข้าใจ

“จากที่พูดคุยกับผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ผมคิดว่าเขาเข้าใจดี ไม่อยากเข้าข้าง อยากรักษาความเป็นกลาง อยากให้ไทยกับกัมพูชาพูดคุยกัน ซึ่งก็ตรงกับท่าทีของไทย” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ยูเนสโก ให้ความสนใจว่า ปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ได้รับความเสียหายอย่างไร จากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา แล้วจะเข้าไปฟื้นฟู บูรณะอย่างไร เรื่องการเข้าไปใช้เป็นฐานปฏิบัติการยูเนสโก้ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง และ จะเข้าไปตรวจสอบว่า ได้รับความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาส่งคนเข้าไปตรวจสอบความเสียหาย

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยด้วยว่า การได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ก็จะใช้โอกาสนี้ ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้ทางฝรั่งเศส ได้ทราบด้วย

ส่วนกรณีที่มีการปล่อยข่าวมาจากกัมพูชาว่า ไทยเผาป่าไล่ที่ นั้น นายสีหศักดิ์ ย้ำว่า นี่เป็นสิ่งที่กัมพูชามักทำเสมอ ปล่อยข่าว กล่าวหาให้ไทยเสียภาพลักษณ์ ควรเลิก ที่จะสร้างแรงกดดันให้ไทย ยอมเจารจา แต่จริงๆ แล้วทั้งสองประเทศมีช่องทางในการพูดคุยกันอยู่แล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องมากดดันกัน กัมพูชาต้องตระหนักว่า หลายประเทศรู้แล้ว ว่านี่เป็นการสร้างข่าว ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ดังนั้น กัมพูชาก็ต้องระวังว่าสิ่งที่ทำอยู่จะออกมาในทางลบ และดูเหมือนว่า กัมพูชาเตรียมไว้แล้วทุกอย่าง

Advertisement

“สีหศักดิ์” มั่นใจยูเนสโกจ่อขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” ปีนี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 กุมภาพันธ์ 2569 “สีหศักดิ์” มั่นใจ ยูเนสโกจ่อขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ปีนี้

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว เปิดเผยผลการหารือกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ในเรื่องการที่ไทยเสนอขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโกในปี 2569 ว่า มีความเป็นได้สูงที่ยูเนสโกจะขึ้นทะเบียนชุดไทยในปีนี้ เพราะชุดไทยเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างแท้จริง พร้อมกับพิสูจน์ได้ว่าความเป็นมาของชุดไทยเป็นอย่างไร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังระบุว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงให้ความสำคัญกับชุดไทยเป็นอย่างมาก และตนเชื่อว่าจะสามารถขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในการประชุมคณะกรรมการที่ปีนี้ประเทศจีนจะเป็นเจ้าภาพ

Advertisement

นายกฯ ร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีน ปีม้า ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ย้ำสายสัมพันธ์ไทย – จีน “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน” จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายกฯ ร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีน ปีม้า ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ย้ำสายสัมพันธ์ไทย – จีน “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน” จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

วันนี้ (วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 11.40 น. ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะ เข้าร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ปีม้า 2569 ตามคำเชิญของนายจาง เจี้ยนเว่ย์ (H.E. Mr. Zhang Jianwei) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา ได้รับชมการแสดงพื้นบ้านจีน อาทิ การแสดงอิงเกอ (Yingge) การแสดงเชิดสิงโต การแสดงวัฒนธรรมประเพณีตรุษจีน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการวัฒนธรรมพื้นบ้านจีนที่สะท้อนอัตลักษณ์และความงดงามของวัฒนธรรมจีน รวมไปถึงการร่วมพิธีแต้มตาสิงโต ซึ่งเป็นพิธีกรรมตามประเพณีจีน โดยมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในการเปิดดวงตาและปลุกชีวิตให้สิงโตมงคล เปรียบเสมือนการนำพาความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และความมั่นคงมาสู่ประชาชน ตลอดจนสะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ภายใต้ชื่องาน “Embracing the Chinese New Year” เป็นภาษาจีน โดยแสดงความขอบคุณในนามของประชาชนชาวไทยต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประชาชนชาวจีน สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในโอกาสการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พร้อมทั้งขอบคุณเอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย์ สำหรับไมตรีจิตและคำเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองในครั้งนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” (中泰一家亲) พร้อมอวยพรให้ชาวไทยเชื้อสายจีนและพี่น้องชาวจีนทุกคนมีความสุขในวันตรุษจีน ปีม้า มีความโชคดี สมปรารถนาในทุกประการ และขอให้มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศยั่งยืนยาวนานและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป

Advertisement

 

Verified by ExactMetrics