วันที่ 17 เมษายน 2026

“สีหศักดิ์” ชี้ นานาชาติรู้แล้วว่ากัมพูชาชอบแต่งเรื่อง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 กุมภาพันธ์ 2569 “สีหศักดิ์” ชี้ผู้นำกัมพูชายังแต่งเรื่องกล่าวหาไทย เดินสายฟ้องเวทีโลก ย้ำไม่อยากโต้ตอบแบบหมัดต่อหมัด แต่ก็จำเป็นต้องชี้แจง จี้เขมรต้องตระหนัก นานาชาติรู้แล้วว่าชอบแต่งเรื่อง พร้อมเผยคุย ผอ.ใหญ่ยูเนสโก ยืนยันไม่อยากให้การปะทะ ทำปราสาทพระวิหารเสียหาย เชื่อยูเนสโกเข้าใจ เตรียมส่งทีมสำรวจความเสียหาย

วันที่ 23 ก.พ. 69 เวลา 16.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ว่า ตอนนี้ สิ่งที่ไทยติดตามด้วยความไม่สบายใจ คือการที่ผู้บริหารระดับสูงของกัมพูชา พยายามพูดในเวทีการประชุมต่างๆ ในลักษณะที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ ระหว่าง ไทยกับกัมพูชา เช่น การกล่าวหาว่าไทยยึดดินแดน ซึ่งเป็นการแต่งเรื่องขึ้น หากยังมุ่งมั่นฟื้นฟูความสัมพันธ์ เดินหน้าเรื่องการค้าชายแดน แต่ยังกลับไปมีพฤติกรรมเดิมๆ ผ่านเวทีโลก

นายสีหศักดิ์ ย้ำว่า ไทยไม่ต้องการโต้ตอบ แบบหมัดต่อหมัด แต่ก็มีความจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริง ตอนนี้ ไทยมองไปข้างหน้า ทั้งการหยุดยิง เพื่อทำให้ทุกอย่างสงบ สร้างสถานการณ์ให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน แต่หากกัมพูชา ยังใช้วิธีการแบบนี้อยู่ นายสีหศักดิ์ ยอมรับว่าลำบาก ที่ความสัมพันธ์จะเดินหน้าไปได้ เพราะไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

“ขอยืนยันว่าฝ่ายไทย ถ้าทั้งสองฝ่ายให้ความร่วมมือ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ก็จะได้เห็นความสัมพันธ์ ทั้งสองประเทศเดินหน้า แต่ปัจจุบัน ยังคงลำบากอยู่ เพราะเขายังใช้วิธีการเดิมๆ อยู่ “ นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงโอกาสที่ได้พบและหารือกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้หยิบยก นำประเด็นที่มีการโจมตีปราสาทพระวิหาร มาหารือกันด้วย ไทยยอมรับว่าเสียใจ และ ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้นเลยหากกัมพูชาไม่ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร เป็นที่เก็บอาวุธ เมื่อเกิดสงคราม แล้ว มีการใช้มรดกโลกทางวัฒนธรรม เพื่อประโยชน์ทางการทหาร จะเกิดความเสียหาย จึงได้ชี้แจงไปว่า ไทยไม่ได้ประสงค์ให้เกิดความเสียหายขึ้น ซึ่งทางยูเนสโก ก็เข้าใจ

“จากที่พูดคุยกับผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ผมคิดว่าเขาเข้าใจดี ไม่อยากเข้าข้าง อยากรักษาความเป็นกลาง อยากให้ไทยกับกัมพูชาพูดคุยกัน ซึ่งก็ตรงกับท่าทีของไทย” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ยูเนสโก ให้ความสนใจว่า ปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ได้รับความเสียหายอย่างไร จากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา แล้วจะเข้าไปฟื้นฟู บูรณะอย่างไร เรื่องการเข้าไปใช้เป็นฐานปฏิบัติการยูเนสโก้ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง และ จะเข้าไปตรวจสอบว่า ได้รับความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาส่งคนเข้าไปตรวจสอบความเสียหาย

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยด้วยว่า การได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ก็จะใช้โอกาสนี้ ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้ทางฝรั่งเศส ได้ทราบด้วย

ส่วนกรณีที่มีการปล่อยข่าวมาจากกัมพูชาว่า ไทยเผาป่าไล่ที่ นั้น นายสีหศักดิ์ ย้ำว่า นี่เป็นสิ่งที่กัมพูชามักทำเสมอ ปล่อยข่าว กล่าวหาให้ไทยเสียภาพลักษณ์ ควรเลิก ที่จะสร้างแรงกดดันให้ไทย ยอมเจารจา แต่จริงๆ แล้วทั้งสองประเทศมีช่องทางในการพูดคุยกันอยู่แล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องมากดดันกัน กัมพูชาต้องตระหนักว่า หลายประเทศรู้แล้ว ว่านี่เป็นการสร้างข่าว ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ดังนั้น กัมพูชาก็ต้องระวังว่าสิ่งที่ทำอยู่จะออกมาในทางลบ และดูเหมือนว่า กัมพูชาเตรียมไว้แล้วทุกอย่าง

Advertisement

“สีหศักดิ์” มั่นใจยูเนสโกจ่อขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” ปีนี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 กุมภาพันธ์ 2569 “สีหศักดิ์” มั่นใจ ยูเนสโกจ่อขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ปีนี้

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว เปิดเผยผลการหารือกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ในเรื่องการที่ไทยเสนอขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโกในปี 2569 ว่า มีความเป็นได้สูงที่ยูเนสโกจะขึ้นทะเบียนชุดไทยในปีนี้ เพราะชุดไทยเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างแท้จริง พร้อมกับพิสูจน์ได้ว่าความเป็นมาของชุดไทยเป็นอย่างไร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังระบุว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงให้ความสำคัญกับชุดไทยเป็นอย่างมาก และตนเชื่อว่าจะสามารถขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในการประชุมคณะกรรมการที่ปีนี้ประเทศจีนจะเป็นเจ้าภาพ

Advertisement

นายกฯ ร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีน ปีม้า ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ย้ำสายสัมพันธ์ไทย – จีน “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน” จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายกฯ ร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีน ปีม้า ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ย้ำสายสัมพันธ์ไทย – จีน “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน” จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

วันนี้ (วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 11.40 น. ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะ เข้าร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ปีม้า 2569 ตามคำเชิญของนายจาง เจี้ยนเว่ย์ (H.E. Mr. Zhang Jianwei) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา ได้รับชมการแสดงพื้นบ้านจีน อาทิ การแสดงอิงเกอ (Yingge) การแสดงเชิดสิงโต การแสดงวัฒนธรรมประเพณีตรุษจีน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการวัฒนธรรมพื้นบ้านจีนที่สะท้อนอัตลักษณ์และความงดงามของวัฒนธรรมจีน รวมไปถึงการร่วมพิธีแต้มตาสิงโต ซึ่งเป็นพิธีกรรมตามประเพณีจีน โดยมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในการเปิดดวงตาและปลุกชีวิตให้สิงโตมงคล เปรียบเสมือนการนำพาความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และความมั่นคงมาสู่ประชาชน ตลอดจนสะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ภายใต้ชื่องาน “Embracing the Chinese New Year” เป็นภาษาจีน โดยแสดงความขอบคุณในนามของประชาชนชาวไทยต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประชาชนชาวจีน สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในโอกาสการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พร้อมทั้งขอบคุณเอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย์ สำหรับไมตรีจิตและคำเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองในครั้งนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” (中泰一家亲) พร้อมอวยพรให้ชาวไทยเชื้อสายจีนและพี่น้องชาวจีนทุกคนมีความสุขในวันตรุษจีน ปีม้า มีความโชคดี สมปรารถนาในทุกประการ และขอให้มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศยั่งยืนยาวนานและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป

Advertisement

 

โฆษก กต. ชี้ เป็นเรื่องภายในเมียนมา KTLA ประกาศตั้ง “รัฐกอทูเล”

8 มกราคม 2569 โฆษก กต. ชี้ปมกองกำลัง KTLA ประกาศตั้ง “รัฐกอทูเล” เป็นเรื่องภายในเมียนมา ยันจุดยืนไม่แทรกแซง-มุ่งหนุนกระบวนการสันติภาพ เผย รมว.ต่างประเทศฟิลิปปินส์ พบ “สีหศักดิ์” เตรียมเดินหน้าดึง “เมียนมา” กลับสู่อาเซียน ชื่นชมบรรยากาศหยุดยิง “ไทย-กัมพูชา” ดีขึ้น

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกรณีที่ น.ส.มาเรีย เทเรซ่า พี ลาซาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ เดินทางมาพบหารือกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวานนี้ ว่า ท่านรัฐมนตรีเดินทางมาไทย แล้วจะเดินทางต่อไปเมียนมา เมื่อวานนี้ไปหาดูหลายเรื่อง ทั้งสถานการณ์ในภูมิภาค แน่นอนอยู่ในหัวข้อที่สำคัญ เพราะท่านรัฐมนตรีจะเป็นผู้แทนพิเศษที่จะติดต่อสื่อสารกับทางเมียนมา

“ท่านได้หารือกับไทยเรื่องการประสานกับฝ่ายเมียนมากลับเข้าสู่กระบวนการสร้างความใกล้ชิดกับอาเซียน ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญนอกจากนี้ ยังมีการหารือเรื่องสถานการณ์ไทย-กัมพูชาด้วย” นายนิกรเดช กล่าว

นายนิกรเดช กล่าวต่อว่า ท่านรัฐมนตรีฟิลิปปินส์ ได้แสดงความยินดีที่และปัจจุบันได้มีการหยุดยิง และแสดงความกังวล รวมถึงเฝ้าดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในฐานะประธานอาเซียน นอกจากนี้ได้หารือเรื่องความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ ความใกล้ชิดทางการเมือง การเพิ่มพูนตัวเลขทางการค้าทางเศรษฐกิจ เรามีบริษัทเอกชนอยู่ที่ฟิลิปปินส์หลายบริษัท และจะพยายามหาทางสนับสนุนเอกชนไทยอย่างต่อเนื่อง

นายนิกรเดช ยังตอบคำถามถึง กล่าวถึงกรณี กองกำลัง KTLA ประกาศสถาปนารัฐกอทูเล (G.O.K.) ว่า ตนได้ติดตามข่าวสาร และการประกาศการสถาปนารัฐกอทูเล ซึ่งถือเป็นเรื่องภายในของเมียนมา ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านเราต้องการเห็นสันติภาพที่เมียนมา แล้วหวังว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา และจะมีอีก 2 รอบ จะเป็นข้อสำคัญที่จะนำไปสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพในเมียนมา

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

ดีอี แจงข่าวจริง “รฟท.สนับสนุนภารกิจ ส่งตู้คอนเทนเนอร์ตั้งแนวกั้นพรมแดนไทย–กัมพูชา”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 มกราคม 2569 ดีอี แจงข่าวจริง “รฟท.สนับสนุนภารกิจ ส่งตู้คอนเทนเนอร์ตั้งแนวกั้นพรมแดนไทย–กัมพูชา” ขอ ปชช. เชื่อ-แชร์ ข้อมูลจากหน่วยงานทางการเท่านั้น

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 156,814 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 366 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 366 โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 4 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 1 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง การรถไฟฯ สนับสนุนภารกิจ ส่งตู้คอนเทนเนอร์ตั้งแนวกั้นพรมแดนไทย–กัมพูชา

อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ถูกกฎหมาย ได้ที่เพจ น้องอ้อย อ้อย

อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. ร่วมกับดีอี เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ยกเงินที่ยึดจากบัญชีม้ามาให้ผู้เสียหายจากมิจฉาชีพได้ที่ เพจ Mortality 55

อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง CMAC เตือนประชาชนและผู้ลี้ภัย ระมัดระวังวัตถุระเบิดตกค้างในบางพื้นที่

อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ปตท. ตรึงราคาน้ำมันช่วงปีใหม่ พร้อมมอบโปรโมชันพิเศษตามเงื่อนไข

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง OR เปิดให้ลงทุน “หุ้น OR อเมซอน” เริ่มต้นหลักพัน กำไรหลักร้อยต่อวัน ผ่านเพจ Energy Saving Green

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ระบบ M-Flow ส่ง SMS แนบลิงก์เว็บไซต์ แจ้งมีบิลรอดำเนินการชำระ

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “การรถไฟฯ สนับสนุนภารกิจ ส่งตู้คอนเทนเนอร์ตั้งแนวกั้นพรมแดนไทย–กัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กระทรวงคมนาคม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” เนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขอความร่วมมือจาก รฟท. ในการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ สนับสนุนภารกิจสถานการณ์บริเวณชายแดน ทาง รฟท. จึงได้ให้การสนับสนุน โดยการเป็นสื่อกลางในการทำหน้าที่ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 84 ตู้ ในพื้นที่โคกสูง จังหวัดสระแก้ว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

นายกฯ เผยนานาชาติให้ความสำคัญแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เกินคาด เน้นย้ำไทยจริงจังปราบสแกมเมอร์

18 ธันวาคม 2568 นายกฯ เผยนานาชาติให้ความสำคัญแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เกินคาด เน้นย้ำไทยจริงจังปราบสแกมเมอร์ เดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือกับทุกประเทศสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

วานนี้ (วันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568) เวลา 20.00 น. ณ ห้อง Ballroom 1 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำสำหรับผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams)

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากการที่ไทยได้หยิบยกประเด็นปัญหาอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีขึ้นหารือในเวทีการประชุมสุดยอดอาเซียนและเอเปคที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างกว้างขวาง โดยการประชุมในวันนี้มีประเทศเข้าร่วมมากกว่าที่คาดหมาย และภายหลังการประชุมจะมีการออกเอกสารผลลัพธ์ที่เรียกว่า “Bangkok Joint Statement” หรือถ้อยแถลงกรุงเทพฯ เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือในการจัดการปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศที่เข้าร่วมการประชุมต่างให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง อาทิ ราชอาณาจักรโมร็อกโกที่ส่งรัฐมนตรีเข้าร่วมถึง 3 คน สาธารณรัฐประชาชนจีนส่งนายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ รวมถึงรัฐมนตรีอาวุโสจากเมียนมา อินเดีย และเอกอัครราชทูตจากหลายประเทศในยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หลายประเทศที่พบกันเป็นครั้งแรกต่างแสดงความขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความร่วมมือในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะความร่วมมือกับจีนในการส่งผู้กระทำความผิดกลับไปดำเนินคดี ซึ่งในอดีตไม่เคยมีการปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน ทั้งนี้ ไทยเห็นว่าบุคคลที่มีพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่บุคคลพึงประสงค์ และควรให้ประเทศต้นทางเป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถขยายผลไปสู่เครือข่ายอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการดำเนินงานภายในประเทศ นายกรัฐมนตรีระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปปง. กระทรวงยุติธรรม และฝ่ายปกครอง ได้บูรณาการความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้สามารถยึดและอายัดทรัพย์ผู้กระทำผิดจำนวนมาก และดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการทำงานอย่างจริงจังต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงเพื่อตอบกระแสสังคม เนื่องจากอาชญากรรมออนไลน์มีความเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ ยาเสพติด การพนัน และการค้าอาวุธเถื่อน

ในประเด็นประเทศกัมพูชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยได้เชิญทุกประเทศเข้าร่วมการประชุม และยืนยันให้ความปลอดภัยแก่ผู้เข้าร่วม แม้จะมีประเด็นปัญหาชายแดนก็ตาม พร้อมยกตัวอย่างการต้อนรับนักกีฬากัมพูชาในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนว่าไทยสามารถแยกแยะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประเด็นทางการเมืองได้อย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่าการที่กัมพูชาไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ไม่กระทบต่อการเดินหน้าของไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ในถ้อยแถลงกรุงเทพฯ ได้กำหนดแนวทางความร่วมมือภายใต้หลัก “5P” ได้แก่ Policy (นโยบาย) Protection (การป้องกัน) Prosecution (การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด) Partnership (ความร่วมมือระหว่างประเทศ) และ Prevention (การป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรม) ซึ่งบรรยากาศการประชุมสะท้อนถึงความชื่นชมและการยอมรับบทบาทของไทยในเวทีโลกด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความร่วมมือกับอินเดีย โดยระบุว่า อินเดียได้แสดงความขอบคุณไทยจากกรณีการส่งชาวอินเดียกว่า 300 คนกลับประเทศที่อำเภอแม่สอด พร้อมย้ำว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือทั้งประเทศต้นทางและปลายทางอย่างรอบคอบ

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นหนึ่งในสี่ประเด็นหลักของปฏิญญาร่วมที่ไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งรวมถึงการถอนกำลังและอาวุธออกจากพื้นที่ชายแดน การดำเนินการด้านมนุษยธรรม และการทำลายเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยยืนยันว่า หากมีสถานที่ใดที่ใช้เป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ แม้จะอ้างว่าเป็นธุรกิจอื่น ไทยจะถือเป็นเป้าหมายในการดำเนินการและจัดการทันที

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

โฆษกรัฐบาลยืนยัน ได้รับสัญญาณจาก USTR เดินหน้าเจรจาการค้าต่อ

14 ธันวาคม 2568 โฆษกรัฐบาลยืนยัน ได้รับสัญญาณจาก USTR เดินหน้าเจรจาการค้าต่อตามที่ พณ. เผยว่า สหรัฐฯ พร้อมเริ่มเจรจาภาษีระดับเทคนิค ชี้ข้อเสนอไทยไม่ล้มเหลว ย้ำทุกการตัดสินใจยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

วันนี้ (วันที่ 14 ธันวาคม 2568) เวลา 12.30 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังการหารือทางโทรศัพท์ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้รับสัญญาณที่ชัดเจนจาก สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ถึงความพร้อมในการ เดินหน้าเจรจาการค้ากับประเทศไทยต่อไป

โฆษกรัฐบาลระบุว่า สัญญาณดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ข้อเสนอของประเทศไทยมิได้ล้มเหลว และยังได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากฝ่ายสหรัฐฯ แม้สถานการณ์การหยุดยิงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาจะยังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายและตัดสินใจทุกประเด็นโดยยึด ผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศเป็นหลัก

โฆษกรัฐบาลย้ำว่า จุดยืนของประเทศไทยยังคงชัดเจนและสม่ำเสมอ โดย การหยุดยิงจะสามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาดำเนินการตามข้อเรียกร้องและเงื่อนไขที่ประเทศไทยเสนอไว้เท่านั้น เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของความรับผิดชอบและการเคารพพันธกรณีระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ โฆษกรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้รับจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โดยได้เน้นย้ำถึงผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศจากการเร่งเดินหน้าเจรจาการค้า พร้อมเสนอให้ฝ่ายสหรัฐฯ พิจารณาแยกประเด็นด้านความมั่นคงออกจากประเด็นทางการค้า เพื่อไม่ให้การเจรจาล่าช้าและกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย

โฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ยังได้รายงานผลการหารือกับ สภาธุรกิจอาเซียน–สหรัฐฯ (USABC) และคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ ที่ลงทุนในประเทศไทยกว่า 40 ราย ซึ่งเห็นพ้องตรงกันว่า ควรเร่งสรุปผลการเจรจาการค้าโดยเร็ว เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และประโยชน์ของผู้บริโภคทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เอง เช่น ข้าวหอมมะลิไทยและสินค้าเกษตรอื่น ๆ

โฆษกรัฐบาลยังได้กล่าวในตอนท้ายว่า “จากข้อมูลที่ได้รับจากกระทรวงพาณิชย์ เช้าวันนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่า จะประสานให้ USTR เดินหน้าการหารือในระดับเทคนิคกับฝ่ายไทย ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ”

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

นายกฯ อนุทิน ชี้หากกัมพูชาอยากสงบศึก ต้องเสนอเอง ไม่ใช่ให้ประเทศอื่นออกหน้า

นายกฯ อนุทิน ยันยังไม่ได้คุยเรื่องหยุดยิงกับอันวาร์ ชี้หากกัมพูชาอยากสงบศึก ต้องเสนอเองไม่ใช่ให้ประเทศอื่นออกหน้า ย้ำไทยโดนรุกล้ำอธิปไตยก่อนจึงต้องปกป้อง

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ขอให้รับฟังข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่กองทัพได้มีการจัดแถลงวันละสองครั้ง แหล่งข่าวจากที่อื่นไม่ควรที่จะนำมาเป็นข้ออ้างอิงใด ๆ พร้อมระบุว่าได้มีการพูดคุยกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียมาตลอดในช่วงที่มีสถานการณ์ แต่ว่าไม่มีครั้งไหนที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้บอกว่ามีการทำข้อตกลงในการหยุดการดำเนินการใด ๆ

“การตอบรับว่าจะทำอะไร ต้องมีการหารือ มีการพูดคุย มีท่าทีที่จริงใจชัดเจนที่ต้องการจะหยุดการปะทะ หยุดการทำร้ายซึ่งกันและกัน ขอย้ำว่าไทยเป็นฝ่ายที่ถูกรุกราน คุกคามอธิปไตย การตอบโต้ก็เพื่อป้องกันอธิปไตย ป้องกันพี่น้องประชาชน ทำให้เห็นว่าอย่าได้เข้ามาทำร้ายประเทศไทย ถ้าหากจะหยุดยิง กัมพูชาต้องยื่นข้อเสนอ (Proposal) มา ไม่ใช่ให้ประเทศอื่นเสนอ ถ้าจะดำเนินการใด ๆ ที่จะหยุดข้อพิพาทกัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็เสนอมา เพราะจากเหตุการณ์เมื่อเช้าเป้าหมายไม่ใช่ทหาร แต่เป็นประชาชน ชุมชนไทย การกระทำชัดเจนกว่า จะพูดอะไรก็พูดได้ ถ้าหยุดจริงต้องหยุดให้เห็น ไม่ใช่พร้อมหยุดยิงแต่ยังเล็งปืนมาที่ประเทศไทยอยู่ ถ้าหยุดยิง ก็ต้องหยุดทั้งหมด และถอยกลับไป คนที่จะประเมินก็คือประเทศไทย การพูดคุยกันไม่ใช่ผ่าน Facebook หรือโซเชียลมีเดีย แต่ต้องมีการพูดคุยอย่างเป็นทางการ และต้องคุยกันอย่างจริงใจ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายอนุทิน ยังกล่าวอีกว่า สำหรับคนไทยที่ยังติดค้างในฝั่งกัมพูชาและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้นั้น คนไทยย่อมมีสิทธิ์ที่จะกลับบ้าน คนไทยสามารถเดินทางเข้าบ้านตัวเองได้ตลอดเวลา และหวังว่าจะไม่ถึงจุดที่จะเอาคนไทยเป็นตัวประกัน เพราะว่าคนไทยเหล่านั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ โดยกองทัพมีแผนเผชิญเหตุทุกเหตุพร้อมอยู่แล้ว

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

นายกฯ ออกแถลงการณ์ ยืนยันไทยปกป้องอธิปไตย – ความปลอดภัยประชาชนเต็มกำลัง ย้ำไทยไม่ใช่ฝ่ายริเริ่มหรือรุกราน

8 ธันวาคม 2568 นายกฯ แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ยืนยันไทยปกป้องอธิปไตย – ความปลอดภัยประชาชนเต็มกำลัง ย้ำไทยไม่ใช่ฝ่ายริเริ่มหรือรุกราน พร้อมปฏิบัติการทหารทุกกรณีตามความจำเป็นเพื่อบูรณภาพแห่งดินแดน

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568) เวลา 12.20 น. ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ต่อสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลติดตามอย่างใกล้ชิดในทุกระยะ และได้สั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงบูรณาการการทำงานอย่างเต็มสรรพกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติไทยอย่างเคร่งครัด

รัฐบาลขอยืนยันว่า ประเทศไทยจะดำรงความมุ่งมั่นสูงสุดในการปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองโดยชอบธรรม และในวันนี้ได้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีมติยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ คือ จะมีปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น

รัฐบาลมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในความสามารถของกองทัพไทย ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบตามกฎการใช้กำลัง และยึดหลักมนุษยธรรมในการปกป้องพี่น้องประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดแนวพื้นที่ชายแดน พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านความเป็นอยู่และความปลอดภัย ที่พักพิง อาหาร น้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ และสวัสดิการที่จำเป็นอย่างเต็มความสามารถ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า เพื่อความถูกต้องของข้อมูล และเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก รัฐบาลขอวิงวอนให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางราชการเท่านั้น และมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลหลักในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะบูรณาการข้อมูลร่วมกับทุกเหล่าทัพ และหน่วยงานความมั่นคงทุกระดับ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกสู่สาธารณะมีความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า การปกป้องประเทศชาติและความปลอดภัยของประชาชน คือภารกิจสูงสุดของรัฐบาลและกองทัพไทย ประเทศไทยไม่เคยต้องการเห็นความรุนแรง โดยยืนยันว่าประเทศไทยไม่เคยเป็นฝ่ายริเริ่มหรือรุกรานแต่อย่างใด แต่ประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการล่วงละเมิดอธิปไตย และจะดำเนินการอย่างมีเหตุมีผล รอบคอบ และยึดหลักสันติภาพ ความมั่นคง และมนุษยธรรมเป็นสำคัญ โดยรัฐบาลจะรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง และพร้อมดำเนินการทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาล และในศักยภาพของกองทัพไทย และร่วมกันให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้

Advertisement

โฆษกรัฐบาลเผย จุดยืนของไทยต่อสหรัฐฯ ย้ำไทยแยกการเจรจาประเด็นความมั่นคง และประเด็นทางการค้าออกจากกัน ยืนยันตามข้อเท็จจริง กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดก่อน

16 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงพัฒนาการล่าสุดในสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา และประเด็นอื่นที่กระทรวงการต่างประเทศรายงานต่อรัฐบาล

โดยประเด็นแรกเป็นผลจากการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อค่ำวานนี้ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมรับฟังด้วย ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สอบถามสถานการณ์ล่าสุดที่ชายแดน นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้อัปเดตข้อมูลและย้ำว่าทั้งสองประเทศต้องปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมเพื่อก้าวสู่สันติภาพ พร้อมแสดงความเสียใจที่กัมพูชาฝ่าฝืนข้อตกลงก่อน โดยเฉพาะเรื่องการติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันให้เก็บกู้และงดการติดตั้งเพิ่มเติม

โฆษกฯ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเองและยืนยันว่าพบการลักลอบติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ ส่งผลให้ทหารไทยที่ลาดตระเวนตามปกติได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นสูญเสียขา พร้อมทั้งฝ่ายไทยยังได้เชิญคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนลงพื้นที่เมื่อวานนี้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง สำหรับคำถามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับความคาดหวังของไทย นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่าไทยยึดมั่นในสันติภาพ แต่กัมพูชาต้องยอมรับข้อเท็จจริง แสดงความรับผิดชอบ และมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกัมพูชาต้องเปิดพื้นที่ 13 จุดตามที่เคยหารือกัน เพื่อให้ไทยเข้าดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รับฟังด้วยความเข้าใจ พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ และมาเลเซียพร้อมสนับสนุนเพื่อให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อ แต่ไม่ประสงค์แทรกแซงกลไกทวิภาคีระหว่างไทย–กัมพูชา ซึ่งเป็นจุดยืนสำคัญของไทย

ประเด็นที่สอง การหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีอนุทิน และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หลังการสนทนากับผู้นำสหรัฐฯ เพื่อประสานและแบ่งปันข้อมูลที่ได้หารือ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้แสดงความเข้าใจและพร้อมสนับสนุนในฐานะประธานอาเซียน โดยคำนึงถึงข้อเสนอของไทยที่ระบุว่า “การเก็บกู้ทุ่นระเบิด” คือหัวใจสำคัญของข้อตกลงตามปฏิญญาร่วม ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และมาเลเซียต่างรับทราบจุดยืนนี้ของไทยแล้ว

สำหรับประเด็นสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า ไทยได้รับแจ้งจากรองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ขอ “ระงับชั่วคราว” การเจรจากรอบความตกลงภาษีต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ โดยจะกลับมาหารือได้อีกครั้งเมื่อไทยให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตาม Joint Declaration อย่างเคร่งครัด

ในประเด็นนี้ รัฐบาลไทยมีความผิดหวังต่อท่าทีดังกล่าว เพราะประเทศไทยยืนยันมาโดยตลอดว่า ประเด็นด้านความมั่นคงกับกัมพูชาเป็นเรื่องทวิภาคีที่ต้องพิจารณาแยกจากเรื่องการค้า ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมไทย–สหรัฐฯ ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ เองยังได้ย้ำในการหารือกับนายกรัฐมนตรีว่า “สหรัฐฯ ไม่ประสงค์แทรกแซงปัญหาไทย–กัมพูชา” ตามกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

รัฐบาลยินดีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รับฟังด้วยความเข้าใจ และหวังว่า ท่าทีของสหรัฐฯ ในประเด็นการค้าและภาษี สามารถหารือและเจรจาต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อกรอบความร่วมมือสำคัญในด้านอื่นๆ ที่ทั้งสองประเทศมีมาอย่างแน่นแฟ้นและยาวนาน

“รัฐบาลขอย้ำว่าประเทศไทยจะยืนหยัดบนพื้นฐานผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญพร้อมทั้งรักษาจุดยืนด้านความมั่นคงและอธิปไตยอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ไทยยังพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ ในประเด็นความร่วมมือด้านอื่น ๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่อไป” นายสิริพงศ์ กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics