วันที่ 27 มีนาคม 2026

“ปณิธาน” ชี้ “ประชามติแยกดินแดน” เป็นบทเรียนสำคัญของภาครัฐ

People Unity News : 13 มิถุนายน 2566 “ปณิธาน” ระบุ กรณีขบวนการ นศ.แห่งชาติทำประชามติแยกดินแดน เป็นบทเรียนสำคัญของทุกหน่วยงานรัฐ ต้องเร่งสร้างความเข้าใจ หาต้นเหตุของแนวคิด ชี้การแสดงออกขัดหลักจริยธรรมงานวิจัยทางวิชาการ ทำให้ถูกตีความผิด กม. กระทบความมั่นคง

นายปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีขบวนการนักศึกษาแห่งชาติจังหวัดชายแดนใต้ จัดกิจกรรมเสวนาและจัดทำกระดาษให้ลงประชามติ แยกตัวเป็นเอกราช ว่า ประเด็นทางกฎหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาว่าเป็นการกระทำผิดกฏหมายหรือไม่ ทั้งในระดับพื้นที่ กอ.รมน. ภาค4 ส่วนหน้า สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งต้องดูเรื่องการขัดกับกฎหมาย โดยเฉพาะขัดรัฐธรรมนูญ รวมถึงต้องดูว่ามีประเด็นทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่

“เท่าที่ทราบเบื้องต้นมีกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงคงต้องตรวจสอบว่ามีความยึดโยงกับการกระทำผิดกฏหมายหรือไม่ และเรื่องนี้ต้องดูเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะการปกป้องเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และเรื่องทางวิชาการที่ต้องแยกแยะให้ดี หากเป็นการทำแบบจำลองงานวิจัยที่ผ่านมาก็เคยทำมาหลายครั้ง ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือยึดโยงทางการเมืองในที่สาธารณะ ในรูปแบบของการแสดงพลัง การแสดงจุดยืนทางการเมือง” นายปณิธาน กล่าว

นายปณิธาน กล่าวว่า ถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของเอกราชอธิปไตย แต่เป็นเรื่องของการกำหนดวิถี การกำหนดใจตนเอง การกำหนดลักษณะพหุวัฒนธรรม ซึ่งหลายประเทศก็มี ทั้งสหรัฐฯ ออสเตรเลีย ที่ให้คนท้องถิ่นกำหนดวิถีของตนเอง โดยไม่ขัดกับหลักกฏหมายของประเทศ ซึ่งในส่วนของประเทศไทยก็มีแนวนโยบาย มีข้อเสนอและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติไปแล้ว ให้ใช้นโยบายพหุวัฒนธรรมเพื่อท้องถิ่นกำหนดวิถีของตนเองได้ โดยสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดวิถีทางการเมือง การปกครอง ทางวัฒนธรรมทางศาสนา ดังนั้น ต้องพิจารณาว่ากลุ่มของขบวนการนักศึกษามีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงอย่างไร  ถ้าดูเพียงคำแถลงการณ์ที่ออกมาอย่างเดียว อาจทำให้หลายคนวิตกกังวล จึงต้องไปดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

“ในภาพรวมการประกาศเอกราช การพยายามลงประชามติเพื่อแยกตนเองออกไปตั้งเป็นรัฐใหม่ การใช้ศัพท์เหล่านี้ขัดกับหลักกฏหมายชัดเจนอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง สุดท้ายคงต้องหาทางพูดคุยกันว่าแนวทางที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไร การให้เสรีภาพส่วนหนึ่ง การปฏิบัติตามกฏหมายเป็นอีกส่วนหนึ่ง และต้องดูเรื่องความปะทุความแตกแยกเพิ่มขึ้น เพราะมีหลายกลุ่มที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ อาจต้องควบคุมตรงนั้น ไม่ให้บานปลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย การเมือง เรื่องท้องถิ่น เหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน” นายปณิธาน กล่าว

นายปณิธาน กล่าวว่า กรณีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญมากสำหรับทุกฝ่ายหน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานทางปกครอง ฝ่ายมหาวิทยาลัย อาจารย์ และนักศึกษาต้องทำงานร่วมกันมากกว่านี้ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น อีกทั้งมีข้อสังเกตมานานเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวลักษณะนี้ ที่อาจทำให้สถานการณ์ผกผัน ตึงเครียดทั้งที่ไม่ควรจะเป็น เรามีนโยบายเรื่องพหุสังคมที่ดีอยู่แล้ว มีท้องถิ่นที่สนับสนุนที่ดีอยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่าหากทำในเชิงวิชาการถือว่าไม่ผิดใช่หรือไม่ เพียงแต่เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนอาจเกิดข้อถูกเถียงในสังคมเป็นวงกว้าง นายปณิธาน  กล่าวว่า ในเชิงวิชาการเมื่อสำรวจความคิดเห็น จะปกป้องคนที่ให้สัมภาษณ์ โดยไม่เปิดเผยเอกลักษณ์อัตลักษณ์ของบุคคล ซึ่งเป็นข้อบังคับในการทำวิจัย ทางวิชาการอย่างเข้มงวด เพราะบางเรื่องหากเปิดออกไปสู่สาธารณะ อาจถูกตีความว่าผิดกฎหมาย กระทบกับความมั่นคง งานวิชาการจะไม่ทำลักษณะนี้ เพราะจะปกป้องคนที่มาแถลงการณ์ จะไม่ประกาศแบบนั้น

“งานวิชาการยังมีข้อบังคับอีกมาก ไม่ใช่จะบอกว่าเป็นงานวิชาการแล้วจะทำได้ อันนั้นเป็นความคลาดเคลื่อน  ไม่ใช่ว่ามหาวิทยาลัยจัด  มีอาจารย์นั่งอยู่หนึ่งคน เชิญฝ่ายการเมือง และปล่อยให้ประกาศอะไรที่หมิ่นเหม่ทางวิชาการ เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะมีข้อกำหนดเรื่องจริยธรรมของการทำงานวิชาการ ที่ทุกคนต้องเซ็นรับทราบไว้ก่อน ก่อนจะถามประเด็นละเอียดอ่อนแบบนี้ และที่ผ่านมาทำไปแล้วหลายโครงการ ซึ่งไม่เคยมีปัญหา เพราะอยู่ในกรอบข้อบังคับเชิงจริยธรรมที่ต้องปกป้องอัตลักษณ์บุคคล” นายปณิธาน กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า รัฐควรเร่งกระบวนการสร้างความเข้าใจหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า หน่วยงานในภาครัฐต้องเร่งทำความเข้าใจ เพราะครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ อาจารย์ คณะ และมหาวิทยาลัยที่จัดงานสัมมนาในครั้งนี้ ต้องพูดคุยถึงกรอบการจัดงาน หากระมัดระวังและทำตามกรอบคงไม่เลยเถิดไปถึงการลงประชามติ และนำออกสู่สังคมออนไลน์ งานวิชาการมีความละเอียดอ่อน จะไม่ถ่ายทอดหรือใช้สื่อแบบนี้ ซึ่งต้องไปดูกฎเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยและใครเป็นผู้รับผิดชอบ

ส่วนแนวโน้มของกลุ่มเยาวชนหรือบุคคลในพื้นที่จะเป็นอย่างไร นายปณิธาน กล่าวว่า ตนกำลังทำงานวิจัยที่สำรวจความคิดเห็นของเยาวชนคนรุ่นใหม่ และคนในพื้นที่ต่อความรุนแรงแบบสุดโต่ง ซึ่งได้รับความสนับสนุนงบประมาณจากสำนักการวิจัยแห่งชาติ ซึ่งความรุนแรงแบบสุดโต่งมีหลายรูปแบบในเชิงวัฒนธรรม เชิงครอบครัว เชิงการเมืองและเชิงศาสนา ขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยกับบุคคลจำนวนมาก

“การแบ่งแยกดินแดนเป็นความสุดโต่งด้านหนึ่ง ผมกำลังลงลึกกับงานวิจัยเรื่องนี้มากขึ้น โดยประเมินการพูดคุย การกำหนดใจตัวเอง ซึ่งเป็นความคิดที่พูดกันมากขึ้นโดยไม่คำนึงถึงข้อกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ จึงทำให้หลายคนเริ่มสงสัยว่าแนวความคิดแบบนี้พัฒนาอย่างไร เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไร เพราะโดยทั่วไปในต่างประเทศมีสองแบบ คือต้องการแยกประเทศตั้งเป็นรัฐเอกราช จับอาวุธต่อสู้บางพื้นที่ หรือเป็นเรื่องของชนเผ่าที่อยากกำหนดวิถีของตนเอง ไม่เกี่ยวกับการแยกรัฐ แยกประเทศ เพราะผิดกฏหมายของประเทศนั้น ของเราก็มีข้อสงสัยว่าการเคลื่อนไหวเป็นแบบไหน ความคิดต้นตอเหล่านี้มาจากไหน คงต้องไปถามบุคคลที่สอนและทำเวิร์คช็อปว่าคิดเห็นอย่างไร” นายปณิธาน กล่าว

Advertisement

กองทัพบกระดมสมองนักวิชาการ “การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยสันติวิธีและการไม่ใช้ความรุนแรง”

People Unity News : 21 มิ.ย. 65 ผบ.ทบ.ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นการบรรยายวิชาการหัวข้อ “การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยสันติวิธีและการไม่ใช้ความรุนแรง” ผบ.ทบ. แนะใช้การพูดคุย ลดความขัดแย้ง อยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธีในสังคมที่แตกต่าง

กองทัพบกจัดบรรยายวิชาการ ในหัวข้อ “การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยสันติวิธีและการไม่ใช้ความรุนแรง” สะท้อนมุมมองและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการ โดยมีนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสันติวิธีมาเป็นวิทยากรบรรยาย ได้แก่ นายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า นางผกาวดี สุพรรณจินตวนา ประธานศูนย์การศึกษาสิทธิมนุษยชนความขัดแย้งและสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ พล.ต.ดนัยวัฒนา รุ่งอุทัย ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาและวิทยาการด้านความมั่นคง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยมี พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วยผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพ ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยบรรยายครั้งนี้ ได้ผ่านระบบ Zoom Meeting ไปยังหน่วยทหารทั่วประเทศ

การจัดบรรยายวิชาการครั้งนี้เป็นหนึ่งในนโยบายของกองทัพบก สืบเนื่องมาจากในปัจจุบันหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาค ส่งผลต่อความมั่นคงของประชาคมโลกและประเทศไทย ปัจจัยหนึ่งเกิดจากความขัดแย้งหรือการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน กองทัพบกจึงมีนโยบายให้ความรู้และแสวงหาข้อมูล เพื่อนำไปเป็นข้อพิจารณาและเป็นแนวทางปฏิบัติงาน รวมถึงเตรียมการด้านความมั่นคงเพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจจะส่งผลต่อสังคมไทยในอนาคต โดยวิทยากรได้นำเสนอแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี อาทิ การสร้างสันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง หลักการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยสันติวิธี การเลือกใช้เครื่องมือในการจัดการความขัดแย้ง แม้มีความแตกต่างในด้านวัฒนธรรม พื้นฐานทางสังคม แนวคิด ความเชื่อ ก็สามารถมุ่งสู่สันติภาพได้โดยไม่มีความรุนแรง เป็นต้น

ผู้บัญชาการทหารบกร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยระบุว่า การอยู่ร่วมกันด้วยสันติวิธีบนความคิดเห็นที่แตกต่าง ใช้การพูดคุยในระดับที่เหมาะสมจะช่วยลดความขัดแย้งในสังคม กองทัพบกตั้งใจอยากให้สังคมไม่มีความขัดแย้ง จึงเปิดรับฟังข้อมูลและแสวงหาวิธีการที่จะทำให้สังคมมีความสงบสุข และพร้อมที่จะเชิญนักวิชาการผู้มีประสบการณ์มาเติมข้อมูลความรู้ในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

“เศรษฐา” ยันไม่ล้มพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 28 กุมภาพันธ์ 2567 เบตง – “เศรษฐา” ยืนยันไม่ล้มการพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้ หลังครบ 11 ปี จากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่พามาเที่ยวเพื่อสร้างโอกาส และย้ำว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับ จชต. เผยนัดกับนายกฯ มาเลเซียมาเที่ยวด้วยกัน แต่ติดภารกิจ หวังพบกันปีหน้า

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่วันนี้ครบรอบ 11 ปี การพูดคุยสันติภาพ ที่เริ่มต้นจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการลงนามในข้อตกลงทั่วไประหว่างคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพของไทยกับขบวนการบีอาร์เอ็นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2566 จนมีการเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีการพูดคุยต่อเนื่องจนถึงรัฐบาล นายเศรษฐา ที่คณะพูดคุยเพื่อสันติสุข ได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการสันติสุข JCPP กับขบวนการบีอาร์เอ็น ซึ่งจะมีการหาข้อสรุปในการหยุดยิง การปรึกษาหารือสาธารณะ และการแสวงหาทางออกทางการเมือง โดยตั้งเป้าให้มีการหยุดยิงภายในปี 2567

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าการพูดคุยเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังดำเนินการตลอด แต่การลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ มีความตั้งใจที่จะพูดเรื่องโอกาส และอนาคตที่ดีที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยืนยันว่า การพูดคุยไม่ล่ม ส่วนจะมีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉินหรือไม่ เป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงจะพิจารณา

“มาวันนี้ไม่อยากพูดเรื่องความไม่มั่นคง อยากพูดเรื่องโอกาสและศักยภาพ อยากให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันว่า พี่น้องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ได้รับความเท่าเทียมกับเรา ที่ผ่านมารัฐบาลมีงบประมาณมาที่นี่มากใส่เงินไปแล้ว ไม่สำเร็จเท่าการใส่ใจ”

นายเศรษฐา เปิดเผยด้วยว่า การลงพื้นที่มาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 วัน 2 คืน มีความประทับใจมาก และดีใจที่เป็นนายกรัฐมนตรีในรอบ 10 ปีที่มานอนค้างคืน ถือเป็นการแสดงเจตจำนงว่ารัฐบาลชุดนี้จะนำความเสมอภาค ความเท่าเทียมและโอกาสมาที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ขอให้ไว้วางใจรัฐบาลนี้ ซึ่งอีกไม่นานจะเริ่มเข้าเดือนรอมฎอนแล้ว ก็จะถือศีลอด อดทน อดกลั้นไปด้วยกัน รัฐบาลจะเชื่อมประชาชนกับประชาชนทั่วประเทศ มาให้ความสำคัญกับโอกาสกับพี่น้องใน จชต. ส่วนความมั่นคงที่ผ่านมา 1 ปี ฝ่ายความมั่นคงก็ทำงานมาด้วยดี ความรุนแรงลดลงไปเยอะมาก จึงอยากเห็นทุกคนมีเงินในกระเป๋าด้วย เชื่อว่า ถ้าเศรษฐกิจดี การศึกษาดี ทุกคนได้รับสิทธิที่เท่ากัน ความสงบสุขก็เกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรี เปิดเผยด้วยว่า เดิมได้นัดหมายกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มาเที่ยวด้วยกันที่ อ.เบตง จ.ยะลา แต่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ติดภารกิจที่ออสเตรเลีย มีการหารือทวิภาคกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งมีการส่งภาพถ่ายมายืนยันว่าไม่ได้เบี้ยว และหวังว่าในปีหน้าจะมาเที่ยวด้วยกัน ซึ่งมาเลเซียก็มีความตั้งใจดีที่จะช่วยแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยซึ่งประชาชนสองประเทศก็มีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยม​

Advertisement

“บิ๊กป้อม” เดินหน้าปรองดอง มุ่งเข้าถึงประชาชน

People unity news online : เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ณ ห้องยุทธนาธิการ ในศาลาว่าการกลาโหม ซึ่งที่ประชุมรับทราบการทำงานของคณะกรรมการฯ ว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อย การทำงานมีความก้าวหน้า ขณะที่คณะอนุกรรมการต่างๆก็เตรียมพร้อม ส่วนที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิก็เห็นด้วยแนวทางการทำงานว่าเดินหน้ามาอย่างถูกทางแล้ว ยืนยันว่า ต้องดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อเป็นตัวตั้งในการทำงาน ซึ่งเวลานี้ กำลังรับฟังความเห็นประชาชนไปแล้วตามจังหวัดต่างๆ ประมาณ 2 หมื่นคน ทั้งนี้ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิแนะนำให้พยายามเข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด โดยประชาชนทุกคนต้องรับรู้ถึงข้อตกลง และสัญญาประชาคม

ส่วนที่กลุ่ม กปปส.เสนอว่า ให้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งนั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า เรื่องปฏิรูปก็ดำเนินการตามกระบวนการปฏิรูป แต่รัฐบาลจำเป็นต้องยึดตามโรดแมปที่ได้วางไว้ ใครจะมาเปลี่ยนแปลงไม่ได้

ส่วนลักษณะสัญญาประชาชนจะเป็นอย่างไร ขอให้สื่อรอการทำงานก่อน ขณะนี้ยังอยู่ต้นทาง ยังไม่ปลายทาง ส่วนจะรับฟังความเห็นเสร็จสิ้นทันเดือนเมษายนหรือไม่นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า กำหนดไว้ว่าภายในเดือนมิถุนายนต้องเสร็จสิ้น พร้อมเดินหน้าประชาสัมพันธ์ต่อไป เพราะถือมีความสำคัญ

People unity news online : post 21 มีนาคม 2560 เวลา 22.23 น.

เผยเกณฑ์ทหารปีนี้ยอดสมัครใจกว่า 3.5 หมื่นคน

People Unity News : 24 เมษายน 2566 รองโฆษก ทบ.เผยเกณฑ์ทหารปีนี้ ยอดสมัครกว่า 3 หมื่นคน สูงกว่าทุกปี ผบ.ทบ.กำชับหน่วยเตรียมพร้อมรับน้องเล็กของกองทัพ พร้อมมีมาตรการป้องกันโควิด-ฮีทสโตรก

พล.ต.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ในการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) เพื่อติดตามการปฏิบัติงานประจำสัปดาห์ ของกองทัพบก พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก ขอบคุณทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจเลือกทหารกองประจำการ ซึ่งดำเนินการได้อย่างเรียบร้อยตามนโยบายของกองทัพที่ปรับและพัฒนาระบบการตรวจเลือก อาทิ การจัดคณะกรรมการตรวจเลือกประจำพื้นที่ ผลสำเร็จของการมีผู้สมัครเป็นทหารมากกว่าทุกปี เป็นจำนวนถึง 35,617 คน โดยในส่วนของกองทัพบกมีผู้สมัครสูงเกือบ 40% ซึ่งกองทัพบกจะนำข้อมูลผลการตรวจเลือก ข้อจำกัดในการตรวจเลือกปีนี้ไปพัฒนาต่อไป สำหรับการฝึกทหารใหม่ผลัด 1 / 66 จะรายงานตัววันที่ 15 พฤษภาคม นี้

“ผู้บัญชาการทหารบกกำชับให้ทุกหน่วยฝึกเตรียมความพร้อมในการดูแลทหารใหม่ตามแนวทางที่กองทัพบกได้กำหนดไว้ โดยเฉพาะในปีนี้ต้องให้ความสำคัญกับสถานการณ์ที่เป็นความท้าทาย ได้แก่ การกลับมาแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และการเจ็บป่วยจากความร้อน (Heat Stroke) จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในปีนี้ โดยผู้ฝึกและผู้บังคับหน่วยต้องศึกษาข้อมูล เตรียมการป้องกันผลกระทบหรืออันตรายในการฝึกทหารจะถึงนี้ทุกมาตรการ และปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์” รองโฆษกกองทัพบก กล่าว

พล.ต.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนในช่วงนี้ ผู้บัญชาการทหารบกกำชับหน่วยทหารให้มีมาตรการดูแลป้องกันความเจ็บป่วยจากอากาศร้อนและการเกิดอัคคีภัย โดยเฉพาะการดูแลระบบไฟฟ้า คลังยุทโธปกรณ์ พื้นที่ที่อาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อเพลิง การปฏิบัติงานของกำลังพลที่ต้องสอดคล้องกับสภาพอากาศ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่าง ๆ ด้วย

Advertisement

“อนุทิน” ส่งสารเนื่องในวัน อปพร. ปี 2569

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 มีนาคม 2569 “อนุทิน” นายกฯ มอบสารเนื่องในวัน อปพร. ปี 2569 ยกย่อง อปพร. คือกำลังสำคัญในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตั้งแต่ในชุมชนถึงภัยขนาดใหญ่ พร้อมย้ำแนวทาง “ลดความเสี่ยงควบคู่การเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุ ให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์”

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนกลาง มอบสารเนื่องในวันอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน หรือ “วัน อปพร.” ประจำปี 2569 ให้แก่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่า การปฏิบัติหน้าที่ของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ถือเป็นหนึ่งในความภูมิใจของชาติ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการมีจิตสาธารณะของอาสาสมัครที่เสียสละทุ่มเทเพื่อสังคม ก่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนจนเป็นที่ประจักษ์มาโดยตลอด ซึ่งการที่ประเทศชาติจะมีความมั่นคงปลอดภัยได้นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งนี้ “อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน” ถือเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตั้งแต่สาธารณภัยขนาดเล็กภายในชุมชน ท้องถิ่น อำเภอ และจังหวัด ไปจนถึงสาธารณภัยขนาดใหญ่ ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ รวมถึงการสนับสนุนภารกิจในสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดน ซึ่งในบางสถานการณ์พี่น้องอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ต้องปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความเสี่ยงภัยอันตราย บางท่านได้รับบาดเจ็บ บางท่านสละชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ จึงนับได้ว่าเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าและควรค่าแก่การยกย่องเชิดชูเกียรติอย่างยิ่ง

สำหรับในปี 2569 นี้ นายกรัฐมนตรีขอเชิญชวนพี่น้องอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนได้ร่วมกับภาครัฐ ผนึกกำลังผลักดัน และขับเคลื่อนการพัฒนาระบบความปลอดภัยของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัยควบคู่กับการเตรียมความพร้อมในการเผชิญเหตุ ให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ โดยยืดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญดังอุดมการณ์ “เมตตา กล้าหาญ” อันเป็นหัวใจของการปฏิบัติหน้าที่ของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน

Advertisement

กมธ.นิรโทษฯ มีมตินิรโทษกรรมการเมือง ตั้งแต่ 1 ม.ค.48 ถึงปัจจุบัน เผยยังไม่ได้พิจารณาคดี 112

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 6 มิถุนายน 2567 รัฐสภา – “นิกร“ เผยที่ประชุม กมธ.นิรโทษกรรมฯ มีมตินิรโทษกรรมให้ผู้กระทำผิดทางการเมืองตั้งแต่ 1 ม.ค.48 ถึงปัจจุบัน คาดถกรวมคดี ม.112 ต่อปลายเดือนนี้

ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม นายนิกร จำนง เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ ได้เปิดเผยว่าที่ประชุมได้เห็นชอบรายงานของคณะอนุกรรมาธิการศึกษาและจำแนกการกระทำ พร้อมทั้งมีมติเรื่องกรอบระยะเวลาการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงปัจจุบัน โดยให้คำนิยามการกระทำที่เกิดจาก ”แรงจูงใจทางการเมือง” ไว้ว่า เป็นการกระทำที่มีพื้นฐานมาจากความคิดที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง หรือต้องการบรรลุเป้าหมายทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง ในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งหรือเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง

นายนิกร ยังกล่าวด้วยว่าระหว่างการประชุม นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ ได้เสนอความเห็นว่าควรจะมีขอบเขตในการนิรโทษกรรมและผลการนิรโทษกรรมด้วย จึงได้ข้อสรุปว่าบรรดาการกระทำใดๆ หากเป็นความผิดตามกฎหมายให้การกระทำนั้น ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป และให้ผู้ที่กระทำพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด แต่หากมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษามาก่อน รวมถึงให้ผู้ที่รับโทษอยู่ถือว่าการลงโทษสิ้นสุดลง และถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยกระทำผิด เพื่อให้เป็นไปตามหลักการสากล

สำหรับการประชุมครั้งถัดไปในสัปดาห์หน้า นายนิกร ระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ จะพิจารณาว่าจะมีกรอบในการดำเนินการอย่างไรต่อ แต่สำหรับปัญหาเรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ย้ำว่า ยังไม่ได้นำมาพิจารณา แต่คาดว่าประชุมอีกประมาณ 2-3 ครั้ง ก็จะสามารถหยิบมาพิจารณาได้ เพราะขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมว่าควรมีเรื่องอะไรบ้าง จึงขอให้รอสรุปเนื้อหาที่ชัดเจนก่อน

Advertisment

8 องค์กรภาคธุรกิจ-เกษตร-แรงงาน เข้าให้ข้อคิดเห็นสร้างความสามัคคีปรองดอง

People unity news online :  เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560 พล.อ.ต.รังสรรค์ เยาวรัตน์ อนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เปิดเผยว่า ผู้แทนองค์กรภาคธุรกิจ เกษตร และแรงงาน  8 องค์กร ประกอบด้วย สภาเกษตรกรแห่งชาติ สมาคมธนาคารไทย สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน สภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะแก่คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง  ณ ศาลาว่าการกลาโหม สรุปดังนี้

ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของเกษตรกรเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรมีการถือครองที่ดินลดน้อยลง และได้รับการจัดสรรรายได้ที่ไม่เป็นธรรม โดยรายได้ไม่ถึงมือเกษตรกรอย่างแท้จริง ทำให้เกิดปัญหาหนี้สิน นำไปสู่การขายหรือจำนองที่ดินที่มีอยู่ให้กับนายทุน จนต้องสูญเสียที่ดินทำกินในที่สุด จึงเห็นว่ารัฐควรให้ความสำคัญกับภาคเกษตรมากขึ้น โดยการจัดสรรที่ดินทำกินให้เกิดความเป็นธรรม ควรมีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

สำหรับในส่วนของภาคธุรกิจเห็นว่าปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชนเป็นปัญหาพื้นฐานที่ภาครัฐควรดูแลด้วยการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น โดยที่ภาคธุรกิจเอกชนจะเป็นส่วนช่วยเสริม เช่น กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร เป็นต้น ขณะที่ภาคธุรกิจ SMEs ส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาการขาดแคลนเงินทุนรวมทั้งการเข้าถึงแหล่งทุน ตลอดจนปัญหาเรื่องการหาตลาดยาก ดังนั้น การจัดทำแผนงานของภาครัฐในการส่งเสริมธุรกิจ SMEs จึงควรมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง

ขณะที่องค์กรภาคแรงงานเห็นว่ารัฐวิสาหกิจเป็นกลไกหนึ่งในการสร้างความปรองดอง และต้องการมีส่วนร่วมในกระบวนการปรองดอง ซึ่งที่ผ่านมาภาคแรงงานมักถูกมองว่าเป็นพวกที่เรียกร้องแต่ผลประโยชน์ เนื่องจากยังขาดการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ภาครัฐจึงไม่ควรละเลยและควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะแรงงานปัจจุบันที่เป็นแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ และเห็นว่าควรได้รับผลตอบแทนในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรกำหนดทิศทางในการพัฒนารัฐวิสาหกิจที่ชัดเจน โดยไม่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน และมองว่ารัฐสามารถใช้ประโยชน์รัฐวิสาหกิจเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศอีกทางหนึ่งได้ ทั้งนี้ องค์กรภาคแรงงานสนับสนุนการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังในทุกด้าน รวมทั้งการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งผู้นำทุกคนจะต้องยึดถือในการบริหารประเทศตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้

People unity news online : post 4 เมษายน 2560 เวลา 15.33 น.

นายกฯชวนคนไทยร่วมทำความดีแบบไทยนิยม

People unity news online : นายกฯ ชวนคนไทยร่วมทำความดีแบบไทยนิยม เรียนรู้จากอดีต นำพาบ้านเมืองให้ก้าวหน้า พร้อมย้ำรัฐเคารพสิทธิเสรีภาพภายใต้กฎหมาย วอนสังคมประคับประคองการเปลี่ยนผ่านประเทศให้ราบรื่น

11 กุมภาพันธ์ 2561 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชวนคนไทยรวมพลังขับเคลื่อนการกระทำความดีแบบไทยนิยม โดยย้ำว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงสำคัญของบ้านเมืองที่จะก้าวพ้นจากความขัดแย้งในอดีต ด้วยการเรียนรู้ความผิดพลาดจากบทเรียนที่ผ่านมา และช่วยกันนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้าเพื่อลูกหลานของเรา

“แนวทางสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เกิดความยั่งยืน ทุกคนจะต้องมีความรักสามัคคี ไม่ทอดทิ้งกัน สร้างชุมชนให้เข้มแข็งอยู่ดีมีสุข อย่างพอเพียง รู้สิทธิหน้าที่ของตนเอง รู้กลไกของราชการ รู้รักประชาธิปไตย รู้เท่าทันเทคโนโลยี ร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหาเสพติด โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันตามหลักประชารัฐ”

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเข้าใจดีว่า พี่น้องประชาชนคาดหวังต่อรัฐบาลอย่างไร โดยเฉพาะการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน การแก้ไขปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจฐานราก การจัดระเบียบบ้านเมืองใหม่ การปฏิรูปหน่วยราชการที่เอาเปรียบประชาชน การปราบปรามยาเสพติด และเตรียมการเลือกตั้งเพื่อนำไปสู่การเมืองที่ดีขึ้น จึงขอให้เชื่อมั่นว่าการปฏิบัติงานทุกอย่างนั้น เป็นไปเพื่อตอบสนองความคาดหวังของประชาชน ลบรอยแผลที่บอบช้ำของประเทศ และฟื้นฟูเยียวยาให้สังคมเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนในระยะยาว”

สำหรับการแสดงออกซึ่งสิทธิและเสรีภาพนั้น รัฐบาลไม่เคยปิดกั้นความคิดและการกระทำ โดยขอให้คำนึงถึงขอบเขตของกฎหมาย ไม่สร้างความเดือดร้อน หรือก่อให้เกิดความขัดแย้ง ดังนั้น การทำกิจกรรมต่างๆของประชาชนทุกกลุ่มจึงควรพิจารณาด้วยหลักเหตุและผล ใคร่ครวญถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้บุคคลบางกลุ่มฉวยโอกาสนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง มุ่งสร้างความวุ่นวายขึ้นในประเทศ

นายกฯยังขอให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมในการบังคับใช้กฎหมายด้วยความระมัดระวัง ไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง พร้อมทั้งขอให้สังคมช่วยกันประคับประคองการเปลี่ยนผ่านประเทศไปให้ได้อย่างราบรื่น

People unity news online : post 12 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 10.30 น.

นายกฯ มอบรางวัล “ค่าของแผ่นดิน” แนะทำดี ไม่ทำให้ขัดแย้ง

People Unity News : 7 กรกฎาคม 2566 นายกฯ มอบรางวัลประกาศเกียรติคุณเป็น “ค่าของแผ่นดิน” ประจำปี 2565 ระบุให้ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ทำความดีให้คนอื่น และไม่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเวลานี้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณเป็น “ค่าของแผ่นดิน” ประจำปี 2565 ว่า วันนี้เป็นการมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณของผู้ทำความดี ในโครงการที่เรียกว่า ค่าแห่งแผ่นดิน โดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินการร่วมกับหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ประชาชน ผู้ประกอบการ และภาคธุรกิจ

“อย่างที่บอกว่า แผ่นดินผืนนี้เป็นของคนไทยทุกคน ถึงเวลาเราต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ก็คือทำให้คนบนแผ่นดินนั้น มีความเจริญเติบโต มีความพอเพียง มีอาชีพ มีรายได้ที่เหมาะสม ซึ่งได้ทำหลายโครงการด้วยกัน และโครงการนี้เป็นโครงการที่ไม่ได้ใช้งบประมาณอะไรต่างๆ เป็นการช่วยกันทำ ตามหลักการที่ตนเคยบอกอยู่เสมอ คือ เราต้องมีการเผื่อแผ่และแบ่งปัน ในเรื่องของการทำความดีให้คนอื่น นั่นคือสิ่งที่สำคัญ ที่จะตอบกลับมาเป็นกุศลให้ตัวเองและครอบครัวมีความสุข ความเจริญ ไม่ไปอยู่ในท่ามกลางความขัดแย้ง และไม่ไปทำให้ปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น ไม่ว่าจะพูดจะทำอะไรก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรจะทำ โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ด้วย” นายกรัฐมนตรี กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics