พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 ตุลาคม 2569 รองโฆษกรัฐบาล เผย เดินหน้าใช้เทคโนโลยีไทยรับมือ PM2.5 ตั้งเป้าห้องปลอดฝุ่นรวม 234 ห้อง ช่วยเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยติดเตียง พร้อมขยายการดูแลถึงพื้นที่ห่างไกล
วันนี้ (26 ต.ค. 69) ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการดูแลสุขภาพประชาชนจากภัยฝุ่น PM2.5 โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขยายผลโครงการ “ห้องปลอดฝุ่น PM2.5” ในสถานดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยนำนวัตกรรมระบบความดันอากาศและระบบกรองอากาศมาช่วยลดการสัมผัสฝุ่น โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อผลกระทบด้านสุขภาพสูง
สำหรับการดำเนินงานแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 ปีงบประมาณ 2569 มุ่งดำเนินการใน 8 จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 83 ห้อง รองรับกลุ่มเปราะบางได้ 1,822 คน ขณะที่ระยะที่ 2 ปีงบประมาณ 2570 จากการสำรวจความต้องการของหน่วยงานในสังกัด พม. ครอบคลุม 17 จังหวัดภาคเหนือ พบความต้องการเพิ่มเติมอีก 151 ห้อง รองรับได้อีก 4,255 คน หากดำเนินการครบทั้งสองระยะ จะมีห้องปลอดฝุ่นรวม 234 ห้อง เพิ่มศักยภาพการดูแลกลุ่มเปราะบางได้ถึง 6,077 คน
ล่าสุด กระทรวง พม. ได้ลงพื้นที่จังหวัดลำปาง ติดตามการดำเนินงาน ณ บ้านพักเด็กและครอบครัวลำปาง ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีระบบความดันอากาศร่วมกับระบบกรองอากาศมาใช้ เพื่อสร้างพื้นที่ที่มีอากาศสะอาดขึ้น ลดความเสี่ยงจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ที่อยู่ในความดูแล
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า จุดสำคัญของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนห้องปลอดฝุ่น แต่เป็นการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทยมาใช้แก้ปัญหาสุขภาพประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมมีแนวทางขยายการดำเนินงานไปยังหน่วยงานในสังกัด พม. และจัดทีมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (RRU) เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ห่างไกลให้เข้าถึงอุปกรณ์ดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม
“ฝุ่น PM2.5 อาจกระทบทุกคน แต่ไม่ได้กระทบทุกคนเท่ากัน เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมากไม่สามารถหลีกเลี่ยงฝุ่นได้ด้วยตัวเอง รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่อากาศสะอาด โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกัน เพราะอากาศสะอาดไม่ควรเป็นสิ่งที่มีเฉพาะคนที่มีกำลังซื้อเท่านั้น”
รองโฆษกฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดทำห้องปลอดฝุ่นเป็นหนึ่งในมาตรการคุ้มครองสุขภาพระยะเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการควบคู่กับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ต้นเหตุในระยะยาว เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
Advertisement


























