“รัฐอย่างเดียวไม่พอ” ปปง. เปิดเกมรุกดึงพลังประชาชน ผนึกทุกภาคส่วนสกัดภัยฟอกเงินข้ามชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิด Kick off เครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ

วันนี้ (26 มิถุนายน 2569) เวลา 10.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Kick off โครงการเครือข่ายภาคประชาชนด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งจัดโดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยมีผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เครือข่ายภาคประชาชน และผู้แทนจากต่างประเทศ เข้าร่วม

โอกาสนี้เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาถึงได้นำผู้ร่วมงานยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามและอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายข้ามพรมแดน โดยกระบวนการฟอกเงินของเครือข่ายอาชญากรรม เป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของสังคมและประชาชน

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและการฟอกเงินเป็นวาระสำคัญที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ โดยประชาคมโลกได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจระดับสากลเพื่อประเมินผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลกับประเทศสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยได้ผ่านการประเมินด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามมาตรฐานสากลมาแล้ว 3 ครั้ง และมีกำหนดเข้ารับการประเมินรอบต่อไปในปี พ.ศ. 2571 ซึ่ง ปปง. ได้เปิดโครงการ Kick off เตรียมความพร้อมรับการประเมินแล้ว เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ กรุงเทพฯ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้กำหนดเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่แถลงต่อรัฐสภา มุ่งสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญากรรมทุกรูปแบบ

“การแก้ไขปัญหาการฟอกเงินและอาชญากรรมทางการเงินให้เกิดประสิทธิภาพ ไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานของรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชน เพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อน เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับชุมชน และในระดับประเทศ”

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 40 (3/5) และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดบทบาทหน้าที่ของเครือข่ายภาคประชาชนในมิติด้านความร่วมมือ การให้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเครือข่ายภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอย่างเป็นรูปธรรม โดย ปปง. ได้จัดทำ “โครงการเครือข่ายภาคประชาชนด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน”แต่งตั้งเครือข่ายภาคประชาชนด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ส่วนกลางจำนวน 20 คน และส่วนภูมิภาคจำนวน 140 คน เพื่อสร้างกลไกเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส และขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับการฟอกเงินลงสู่ระดับจังหวัดและชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยังได้กล่าวชื่นชมสำนักงาน ปปง. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ร่วมผลักดันการดำเนินงาน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการบูรณาการความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง สะท้อนเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายโดยหน่วยงานของรัฐเพียงฝ่ายเดียว ไปสู่การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่มีความสำคัญ

“โครงการจะขับเคลื่อนได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติและบูรณาการความร่วมมือในระดับพื้นที่ ควบคู่กับการทำงานของผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดในการบังคับใช้กฎหมาย และการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนในการแจ้งเบาะแส เฝ้าระวัง และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับภัยจากการฟอกเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางการเงิน”

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และประธานกรรมการ ปปง. เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 3 ฉบับ ระหว่างสำนักงาน ปปง. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  ดังนี้

1) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ระหว่างกระทรวงมหาดไทย และสำนักงาน ปปง.

2) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อนำไปชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน หรือบริการ

3)บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาและการใช้บริการระบบประมูลขายทรัพย์สิน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างสำนักงาน ปปง. และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชมนิทรรศการผลการปฏิบัติงานของสำนักงาน ปปง. และการบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจัดแสดงผลงาน ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ส. กรมสอบสวนคดีพิเศษ และธนาคารกรุงไทย