วันที่ 23 กรกฎาคม 2026

ทางรอดแรงงานนอกระบบ ออมเงินกับ กอช. รัฐช่วยสมทบ สู้เศรษฐกิจชะลอตัว

2 กรกฎาคม 2569 กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ขานรับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) หลังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างจำกัดและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น เร่งกระตุ้นแรงงาน นอกระบบและอาชีพอิสระกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ ให้เห็นความสำคัญของการออมระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงในวัยเกษียณ พร้อมเผยกลยุทธ์ “การออมเชิงรุก” สู้ภาวะเงินเฟ้อที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.8% ในปีนี้

จากแถลงการณ์ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% พร้อมปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัวที่ 2.3% และปี 2570 ที่ 1.8% สะท้อนให้เห็นว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่อเนื่องจากภาคการส่งออกและเทคโนโลยี แต่การฟื้นตัวดังกล่าวยังเป็นไปอย่าง “ไม่ทั่วถึง” โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ที่ยังต้องเผชิญกับรายได้ที่ชะลอตัวและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ดร.เพ็ชร ชินบุตร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์ที่ กนง. ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะอยู่ที่ 2.8% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไป ประกอบกับการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังคงมีความระมัดระวัง ทำให้กลุ่มแรงงานนอกระบบ หรือผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ กลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดหากไม่มีการวางแผนการเงินที่ดีพอ”

“กอช. เล็งเห็นว่าในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ การออมเงินในบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปอาจไม่เพียงพอที่จะชนะเงินเฟ้อได้ การออมกับ กอช. จึงเป็นทางเลือกที่ ‘ชาญฉลาด’ และ ‘ปลอดภัย’ สำหรับแรงงานนอกระบบ เพราะเรามีสิทธิประโยชน์ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ คือ ‘รัฐบาลช่วยเติมเงินออมให้สูงสุด 100%’ (*เงื่อนไขตาม พ.ร.บ. กอช.) ซึ่งเปรียบเสมือนได้รับผลตอบแทนทันทีที่ออมเงิน ช่วยสร้างความอุ่นใจในวันที่เศรษฐกิจผันผวน”

ทำไมแรงงานนอกระบบต้องออมกับ กอช. ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน?

  1. ชนะเงินเฟ้อด้วยเงินสมทบจากรัฐ ในขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ปีนี้อยู่ที่ 2.8% แต่การส่งเงินออมกับ กอช. จะได้รับเงินสมทบจากรัฐตามช่วงอายุ (ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี) ซึ่งให้ผลตอบแทนที่จูงใจมากกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00%
  2. ความยืดหยุ่นในยุครายได้ผันผวน กอช. เข้าใจสภาพคล่องของแรงงานนอกระบบ จึงเปิดให้ออมขั้นต่ำ เพียง 50 บาท และไม่จำเป็นต้องออมเท่ากันทุกเดือน เหมาะสำหรับช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ
  3. ความปลอดภัยระดับสูงสุด เงินออมใน กอช. ได้รับการคุ้มครองผลตอบแทนโดยรัฐบาล ไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงในตลาดเงินหรือการหดตัวของสินเชื่อ SMEs
  4. สิทธิประโยชน์ทางภาษี ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี เพิ่มกระแสเงินสดในครัวเรือน

“กอช. เป็น ‘กองหลัง’ ที่แข็งแกร่งให้กับพี่น้องแรงงานนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือฟรีแลนซ์ ในวันที่สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ การมีเงินออมส่วนตัวที่มีรัฐสนับสนุนจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเปราะบางทางการเงิน และสร้างความยั่งยืนให้กับชีวิตในอนาคต” ดร.เพ็ชร กล่าวเสริม

กอช. ขอเชิญชวนผู้ที่มีอายุ 15 – 60 ปี ที่ไม่มีสวัสดิการบำนาญจากรัฐ มาเริ่มต้นวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า แม้เศรษฐกิจโลกหรือเศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คุณจะมีเงินบำนาญไว้ใช้จ่ายอย่างเพียงพอ ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบสิทธิ์และสมัครได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “กอช.” หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สายด่วนเงินออม โทร. 02-049-9000

Advertisement

เช็คเลยที่ไหนบ้าง? กรมธนารักษ์นำรถรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์เคลื่อนที่ (Mobile Coin Unit) ออกให้บริการ

1 กรกฎาคม 2569 กรมธนารักษ์นำรถรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์เคลื่อนที่ (Mobile Coin Unit) ออกให้บริการรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์ให้บริการแก่ประชาชน ประจำเดือนกรกฎาคม 2569

วันนี้ (1 กรกฎาคม 2569) กรมธนารักษ์ โดยกองบริหารเงินตรา จะนำรถรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์เคลื่อนที่ (Mobile Coin Unit) ออกให้บริการรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มีเหรียญกษาปณ์ และมีความต้องการแลกคืนแต่ยังไม่สามารถเข้าถึงในการรับแลกคืนเหรียญได้ ประกอบด้วย เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน ทุกชนิดราคา เหรียญกษาปณ์สภาพดี หรือเหรียญกษาปณ์ชำรุด เช่น เหรียญกษาปณ์ดำ ถูกตัด ถูกตอก ถูกตี เจาะรู บิดงอ ซึ่งภายในเดือนกรกฎาคม 2569 จะออกให้บริการตามสถานที่ ดังนี้

วันที่ 6 กรกฎาคม      – สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สระบุรี เวลา 09.30 – 15.00 น.

วันที่ 10 กรกฎาคม    – ศาลากลางจังหวัดอ่างทอง เวลา 09.30 – 15.00 น.

วันที่ 13 กรกฎาคม    – ศาลหลักเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เวลา 09.30 – 14.30 น.

วันที่ 14-15 กรกฎาคม    – องค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เวลา 09.30 – 14.30 น.

วันที่ 16 กรกฎาคม    – ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี เวลา 09.30 – 15.30 น.

วันที่ 21 กรกฎาคม    – องค์การบริหารส่วนตำบลศาลาลอย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เวลา 09.30 -15.00 น.

วันที่ 22-23 กรกฎาคม    –  สถานีบริการน้ำมัน (ปตท.) หน้าศาลหลักเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เวลา 09.30 -14.30 น.

สำหรับรถรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์เคลื่อนที่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่กระตุ้นให้ประชาชนที่เก็บเหรียญกษาปณ์ไว้นำออกมาแลกคืน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้ง เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงการรับแลกคืนเหรียญได้ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถนำเหรียญกษาปณ์มาแลกคืนได้รายละไม่เกิน 10,000 บาท รวมทุกชนิดราคา ต่อราย/ต่อวัน ทั้งนี้ขอความร่วมมือประชาชนผู้มารับบริการทำความสะอาดเหรียญมาด้วย และไม่ต้องบรรจุถุงย่อยเพื่อความรวดเร็วในการคัดนับและให้บริการ

Advertisement

 

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน

1 กรกฎาคม 2569 “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

วันนี้ (1 กรกฎาคม 2569)  นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยหลังสิ้นสุดการดำเนินโครงการในเดือนแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.) มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย และเกิดการใช้จ่ายผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการในการกระตุ้นกำลังซื้อ กระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โครงการเริ่มต้นอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรกของการใช้สิทธิ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยมียอดใช้จ่ายรวม 2,039.74 ล้านบาท ก่อนที่ยอดใช้จ่ายจะขยายตัวต่อเนื่องจนมียอดสะสม 43,218.39 ล้านบาท ภายในเดือนแรก สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการและการมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผลการดำเนินงานในเดือนแรกสะท้อนความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

Advertisement

รัฐบาลชวนประชาชนร่วมออกแบบ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เปิดเวทีรับฟังความเห็นออนไลน์กำหนดอนาคตการศึกษาไทย 4 ก.ค. นี้

รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา เปิดโอกาสให้นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา จากสถานศึกษาทุกสังกัด ประชาชนทั่วไป ร่วมเสนอความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ หลังฉบับเดิมใช้มาแล้วเกือบ 30 ปีผ่านเวทีสาธารณะออนไลน์ 4 ก.ค. ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทย

วันนี้ (27 มิ.ย.69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมเวทีเสนอความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับใหม่) เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการสำคัญ 10 ประการของร่างกฎหมาย ซึ่งจะเป็นกฎหมายหลักในการกำหนดทิศทางการศึกษาไทยในระยะยาว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายหลักด้านการศึกษา แม้บริบทของโลกและรูปแบบการเรียนรู้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ขณะที่ความพยายามในการยกร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากข้อกังวลเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน

รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจึงเดินหน้ากระบวนการยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่บนหลักการมีส่วนร่วม เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง และจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นเพื่อยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ ก่อนผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในลำดับต่อไป

“ความคิดเห็นที่ประชาชนเสนอในระยะนี้จะถูกนำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำรายละเอียดของกฎหมายในแต่ละมาตรา จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทยตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้พระราชบัญญัติฉบับใหม่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและตอบโจทย์ผู้เรียนในอนาคต” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ทั้งนี้ เวทีรับฟังความคิดเห็นจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ รอบเช้า เวลา 09.00-12.00 น. สำหรับผู้แทนนักเรียนจากทุกภูมิภาค และรอบบ่าย เวลา 13.00-16.00 น. สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไปที่สนใจ

รัฐบาลจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และมุมมองต่อหลักการสำคัญทั้ง 10 ประการของร่างกฎหมาย เพื่อร่วมกันออกแบบระบบการศึกษาที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการของผู้เรียนในอนาคต โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมเวทีได้ที่ https://forms.gle/udzuwtsZHd61J8eRA

ปปง. เปิดเกมรุกดึงพลังประชาชน ผนึกทุกภาคส่วนสกัดภัยฟอกเงินข้ามชาติ

“รัฐอย่างเดียวไม่พอ” ปปง. เปิดเกมรุกดึงพลังประชาชน ผนึกทุกภาคส่วนสกัดภัยฟอกเงินข้ามชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิด Kick off เครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ

วันนี้ (26 มิถุนายน 2569) เวลา 10.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Kick off โครงการเครือข่ายภาคประชาชนด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งจัดโดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยมีผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เครือข่ายภาคประชาชน และผู้แทนจากต่างประเทศ เข้าร่วม

โอกาสนี้เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาถึงได้นำผู้ร่วมงานยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามและอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายข้ามพรมแดน โดยกระบวนการฟอกเงินของเครือข่ายอาชญากรรม เป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของสังคมและประชาชน

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและการฟอกเงินเป็นวาระสำคัญที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ โดยประชาคมโลกได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจระดับสากลเพื่อประเมินผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลกับประเทศสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยได้ผ่านการประเมินด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามมาตรฐานสากลมาแล้ว 3 ครั้ง และมีกำหนดเข้ารับการประเมินรอบต่อไปในปี พ.ศ. 2571 ซึ่ง ปปง. ได้เปิดโครงการ Kick off เตรียมความพร้อมรับการประเมินแล้ว เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ กรุงเทพฯ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้กำหนดเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่แถลงต่อรัฐสภา มุ่งสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญากรรมทุกรูปแบบ

“การแก้ไขปัญหาการฟอกเงินและอาชญากรรมทางการเงินให้เกิดประสิทธิภาพ ไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานของรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชน เพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อน เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับชุมชน และในระดับประเทศ”

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 40 (3/5) และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดบทบาทหน้าที่ของเครือข่ายภาคประชาชนในมิติด้านความร่วมมือ การให้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเครือข่ายภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอย่างเป็นรูปธรรม โดย ปปง. ได้จัดทำ “โครงการเครือข่ายภาคประชาชนด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน”แต่งตั้งเครือข่ายภาคประชาชนด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ส่วนกลางจำนวน 20 คน และส่วนภูมิภาคจำนวน 140 คน เพื่อสร้างกลไกเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส และขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับการฟอกเงินลงสู่ระดับจังหวัดและชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยังได้กล่าวชื่นชมสำนักงาน ปปง. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ร่วมผลักดันการดำเนินงาน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการบูรณาการความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง สะท้อนเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายโดยหน่วยงานของรัฐเพียงฝ่ายเดียว ไปสู่การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่มีความสำคัญ

“โครงการจะขับเคลื่อนได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติและบูรณาการความร่วมมือในระดับพื้นที่ ควบคู่กับการทำงานของผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดในการบังคับใช้กฎหมาย และการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนในการแจ้งเบาะแส เฝ้าระวัง และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับภัยจากการฟอกเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางการเงิน”

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และประธานกรรมการ ปปง. เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 3 ฉบับ ระหว่างสำนักงาน ปปง. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  ดังนี้

1) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ระหว่างกระทรวงมหาดไทย และสำนักงาน ปปง.

2) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อนำไปชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน หรือบริการ

3)บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาและการใช้บริการระบบประมูลขายทรัพย์สิน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างสำนักงาน ปปง. และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชมนิทรรศการผลการปฏิบัติงานของสำนักงาน ปปง. และการบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจัดแสดงผลงาน ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ส. กรมสอบสวนคดีพิเศษ และธนาคารกรุงไทย

รัฐบาลชู SITE 2026 ดึงเครือข่ายทุน-นวัตกรรมโลก เร่งสปีดสตาร์ทอัพไทยสู่ยูนิคอร์นรุ่นใหม่

รัฐบาลชู SITE 2026 ดึงเครือข่ายทุน-นวัตกรรมโลก เร่งสปีดสตาร์ทอัพไทยสู่ยูนิคอร์นรุ่นใหม่ “ยศชนัน” เปิดงาน Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) เวทีเชื่อมสตาร์ทอัพไทยกับนักลงทุนและพันธมิตรนวัตกรรมนานาชาติ ชูเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของประเทศ หนุนคนรุ่นใหม่คิดแบบผู้ประกอบการ ผลักดัน Deep Tech เร่งปั้นสตาร์ทอัพไทยสู่ยูนิคอร์นรุ่นใหม่ พร้อมใช้จุดแข็งประเทศดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากทั่วโลก

วันนี้ (25 มิถุนายน 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Impact: The Year of Investment” ณ สยามพารากอน กรุงเทพมหานคร

นายยศชนันกล่าวว่า รัฐบาลกำลังเร่งสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ให้ประเทศ โดยมุ่งพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพและนวัตกรรมควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Mindset) และสามารถต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่ธุรกิจและนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริง

รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการผลักดัน Deep Tech และผู้ประกอบการที่มีเทคโนโลยีเป็นของตนเอง รวมถึงการกระจายโอกาสด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ผ่านเครือข่าย Regional Science Park เพื่อให้ผู้ประกอบการและชุมชนในภูมิภาคเข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้มากขึ้น

นายยศชนันระบุว่า ผู้ประกอบการไทยต้องมองไกลกว่าตลาดในประเทศที่มีประชากรราว 60 ล้านคน ไปสู่ตลาดอาเซียนกว่า 600 ล้านคน และขยายสู่ตลาดโลก โดยอาศัยจุดแข็งของประเทศไทย ทั้งความหลากหลายทางชีวภาพ ศักยภาพด้านการผลิต และความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการลงทุนและนวัตกรรมของภูมิภาค

“รัฐบาลอยากเห็นสตาร์ทอัพไทยเติบโตเป็นยูนิคอร์นมากขึ้น และเกิดความร่วมมือกับพันธมิตรจากทั่วโลก เพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยี การลงทุน และการสร้างธุรกิจแห่งอนาคต” นายยศชนันกล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือพิธีมอบรางวัล Prime Minister Award 2026 โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรี เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการนวัตกรรม สตาร์ทอัพ องค์กรสนับสนุน และพันธมิตรที่มีบทบาทโดดเด่นในการขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ

ทั้งนี้ SITE 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–27 มิถุนายน 2569 ภายใต้ความร่วมมือของเครือข่ายนวัตกรรมกว่า 500 หน่วยงานจาก 13 ประเทศ รวบรวมผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ นักลงทุน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือด้านนวัตกรรม โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 35,000 คนตลอดการจัดงาน

 

 

ชัดเจนแล้ว! นายกฯ อนุทิน ระบุ เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 มิถุนายน 2569 นายกฯ อนุทิน เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก มั่นใจศักยภาพและความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

วันนี้ (วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569) เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ โรงแรมที่พัก เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ พร้อมเป็น “เซลแมน” ทำการตลาดให้ EEC

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง ศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC หรือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ว่า ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาด (marketing) ให้กับเขต EEC ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ จนพร้อมแล้ว  จังหวะต่อไปนี้ คือ การตลาด เพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC ซึ่งผมจะขอสวมบทบาทนักการตลาดให้กับประเทศ  เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาสพบปะ เจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ นักลงทุน และภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้ง หลายโอกาส จึงอยากถือโอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพราะการไปเยือน-มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มากที่สุด

Advertisement

“ศุภมาส” ดัน Lemon Law ผ่าน ครม. พลิกเกมคุ้มครองผู้บริโภคยุคใหม่ สินค้าชำรุด-เสียหาย คนขายต้องรับผิดชอบทันที

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 มิถุนายน 2569 สิ้นสุดการรอคอย กว่า 10 ปี! “ศุภมาส” ดัน Lemon Law ผ่าน ครม. พลิกเกมคุ้มครองผู้บริโภคยุคใหม่ สินค้าชำรุด-เสียหาย คนขายต้องรับผิดชอบทันที

วันนี้ (16 มิถุนายน 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือ กฎหมาย Lemon Law ตามที่ สคบ. เสนอ เพื่อส่งให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล และได้มอบหมายหมาย ให้นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ติดตามความคืบหน้า ตามที่ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. เป็นผู้รับผิดชอบในการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าแล้วพบปัญหาความชำรุดบกพร่องมักต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์เองว่าสินค้ามีปัญหาตั้งแต่ต้น ขณะที่การรับประกันสินค้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่ผู้ขายกำหนด หลายกรณีผู้บริโภคต้องนำสินค้าเข้าซ่อมซ้ำหลายครั้งโดยไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน และหากต้องการใช้สิทธินอกเหนือจากการซ่อมแซม ก็จำเป็นต้องดำเนินคดีในชั้นศาล ทำให้เสียเวลาและมีค่าใช้จ่ายสูง กฎหมายฉบับนี้จึงเปลี่ยนหลักการสำคัญจากเดิมที่ผู้บริโภคต้องพิสูจน์เอง มาเป็นผู้ขายที่ต้องรับผิดชอบพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากสินค้าเกิดความชำรุดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าสินค้าชำรุดมาตั้งแต่วันส่งมอบ เว้นแต่ผู้ขายจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เกิดจากความรับผิดชอบของตน

สำหรับสินค้าทั่วไป หากพบความชำรุดภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ ให้สันนิษฐานว่าสินค้ามีความชำรุดบกพร่องตั้งแต่ต้น ส่วนรถยนต์กำหนดระยะเวลา 1 ปี ขณะที่ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับการเยียวยา 4 รูปแบบ ได้แก่ การซ่อมแซม การเปลี่ยนสินค้า การลดราคา หรือการเลิกสัญญา ตามลักษณะและความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดกรอบเวลาการซ่อมแซมที่ชัดเจน โดยสินค้าทั่วไปและรถจักรยานยนต์ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และรถยนต์ต้องแล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับมอบสินค้าไว้ซ่อม หากผู้ขายไม่สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้บริโภคมีสิทธิขอลดราคา บอกเลิกสัญญา หรือเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายได้

ในกรณีที่พบข้อบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญ ผู้บริโภคมีสิทธิขอเปลี่ยนสินค้าได้ทันที โดยสินค้าทั่วไปสามารถใช้สิทธิได้ภายใน 7 วัน ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้สิทธิได้ภายใน 14 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้า ขณะที่รถยนต์ซึ่งมีข้อบกพร่องที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้ขายต้องเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ชนิดเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อ

“กว่า 10 ปีที่ผู้บริโภครอคอยกฎหมายฉบับนี้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบคุ้มครองผู้บริโภคไทย จากเดิมที่ประชาชนต้องรับภาระพิสูจน์ความบกพร่องของสินค้าเอง มาเป็นผู้ขายที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นเมื่อสินค้ามีปัญหา ผู้บริโภคจะได้รับความเป็นธรรมรวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่าย และไม่ต้องเผชิญกระบวนการทางกฎหมายที่ยุ่งยากเหมือนที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองผู้บริโภคไทย ลดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาคุณภาพสินค้า และส่งเสริมการแข่งขันด้านคุณภาพและนวัตกรรม ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแล้ว โดยครอบคลุมการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค รวมถึงการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบธุรกิจด้วยกันเอง ตลอดจนสัญญาเช่าซื้อ สัญญาซื้อขายโดยมีผู้ให้สินเชื่อและสัญญาแลกเปลี่ยน แต่ไม่รวมสินค้าใช้แล้ว สัตว์มีชีวิต และการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเอง

“ต่อไปนี้ หากซื้อรถยนต์ โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วพบว่าสินค้ามีปัญหา ผู้บริโภคจะไม่ต้องทนซ่อมซ้ำซากหรือรับภาระพิสูจน์ด้วยตนเองอีกต่อไป เพราะกฎหมายจะกำหนดสิทธิและหน้าที่ของทุกฝ่ายไว้อย่างชัดเจน นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญที่รัฐบาลตั้งใจสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนผู้บริโภคทั่วประเทศ” นางสาวศุภมาส กล่าว

ผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจากสินค้าและบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ OCPB.go.th และศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ

Advertisement

 

รัฐบาลลุยต้านแรงงานเด็ก จับมือเอกชนสร้างงานปิดเทอม 10,000 อัตรา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 มิถุนายน 2569 รัฐบาลเดินหน้าต้านแรงงานเด็ก จับมือ 56 สถานประกอบการ สร้างงานปิดเทอม 10,000 อัตรา คุมเข้มห้ามจ้างเด็กต่ำกว่า 15 ปี เปิดโอกาสเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ คุ้มครองเด็กตามมาตรฐานสากล

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก (World Day Against Child Labour) วันที่ 12 มิถุนายนของทุกปี รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการใช้แรงงานที่ไม่เหมาะสม พร้อมส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะ และโอกาสในการทำงานที่เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาการใช้แรงงานเด็กยังคงเป็นความท้าทายของหลายประเทศทั่วโลก โดยข้อมูลล่าสุดจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และองค์การยูนิเซฟ ระบุว่า ปัจจุบันยังมีเด็กกว่า 138 ล้านคนทั่วโลกอยู่ในภาวะแรงงานเด็ก และกว่า 54 ล้านคนทำงานในสภาพที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและพัฒนาการ สะท้อนให้เห็นว่าการปกป้องสิทธิเด็กยังเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กอย่างเป็นรูปธรรม โดยมองว่าปัญหาดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความเปราะบางของเด็กในครอบครัวแรงงานข้ามชาติ และเด็กไทยบางส่วนที่ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานก่อนวัยอันควรจากข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพครอบครัว

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการมีงานทำสำหรับนักเรียนและนักศึกษาช่วงปิดภาคเรียน ผ่านความร่วมมือกับสถานประกอบการชั้นนำกว่า 56 แห่งทั่วประเทศ รองรับตำแหน่งงานมากกว่า 10,000 อัตรา เพื่อให้เยาวชนมีรายได้และประสบการณ์ทำงานที่เหมาะสมภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับเยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อ เพื่อยกระดับจากแรงงานไร้ฝีมือสู่แรงงานมีฝีมือ การบูรณาการความร่วมมือกับสถานศึกษาในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมถึงการส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิแรงงานและความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อให้เยาวชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพและมีรายได้ที่มั่นคงในอนาคต

ในด้านการคุ้มครองสิทธิ กระทรวงแรงงานยังคงบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยห้ามนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าทำงานอย่างเด็ดขาด ส่วนเด็กอายุระหว่าง 15-17 ปี สามารถทำงานได้เฉพาะงานที่กฎหมายกำหนด และต้องได้รับการคุ้มครองด้านสวัสดิการ ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

พร้อมกันนี้ ยังได้ส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการทั่วประเทศประกาศตนเป็นสถานประกอบกิจการปลอดแรงงานเด็กและปลอดการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ตลอดจนผลักดันมาตรฐานแรงงานไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าระหว่างประเทศและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

“รัฐบาลเชื่อว่าเด็กทุกคนควรมีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ การป้องกันแรงงานเด็กจึงไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่คือการสร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการคุ้มครองสิทธิอย่างรอบด้าน เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลผนึกเครือข่ายโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,000 URL

ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้คนโกง! รัฐบาลผนึกเครือข่ายโลก ปิดเว็บหลอกลวงกว่า 115,000 URL ลุยล้างบางสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันนี้( 11 มิถุนายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเข้มข้น จนเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยศูนย์ต่อต้านฉ้อโกงออนไลน์ (AOC) สามารถปิดกั้นช่องทางหลอกลวงออนไลน์ได้แล้ว 115,584 URL ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 20 พฤษภาคม 2569 แบ่งเป็นการปิดกั้นเชิงรับ 3,961 URL และการปิดกั้นเชิงรุก 111,623 URL จากการเฝ้าระวังและตรวจสอบเครือข่ายหลอกลวงก่อนประชาชนจะตกเป็นเหยื่อ

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยกับกว่า 25 องค์กรและเครือข่ายระดับโลก รวมถึง 15 หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ อาทิ Interpol, FBI, National Crime Agency (NCA) สหราชอาณาจักร และภาคเอกชนด้านเทคโนโลยีอย่าง Meta เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ติดตามเส้นทางการเงิน และขยายผลถึงผู้บงการเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความร่วมมือระดับนานาชาติไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์และเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงการประสานส่งตัวผู้ได้รับผลกระทบกลับประเทศอย่างปลอดภัย สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกับประชาคมโลก

ทั้งนี้ ไทยเตรียมยื่นสัตยาบันเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ภายในเดือนธันวาคม 2569 เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

“รัฐบาลจะเดินหน้ากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ บัญชีม้า และขบวนการฟอกเงินข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อปิดทุกช่องทางของคนโกง และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวรัชดากล่าว

Verified by ExactMetrics